'จตุพร' คาดพฤษภาแฟลชม็อบพรึ่บ ! จี้ 'บิ๊กตู่' เสียสละ
เพจเฟซบุ๊ก Peace News ได้โพสต์ข้อความว่า ระบุว่า...
จี้“ประยุทธ์”เสียสละหนีวิกฤต“ทรราชย์”
ยัน รบ.ขาลงไร้น้ำยาแก้ไขหน้ากากกันโรค
.
“จตุพร” คาดสถานการการณ์บ้านเมืองเริ่มเกิดเผชิญหน้าครั้งใหญ่ เชื่อพฤษภาร้อนแรงขั้นแตกหัก จี้ “ประยุทธ์” เสียสละตัวเอง ยันอยู่เป็นนายกฯต่อไปไม่มีบวก นับวันยิ่งติดลบ เสื่อมขาลงฮวบยิ่งขึ้น บี้รับ 3 ข้อเรียกร้องของ นศ. ยัน “นายกฯลาออก-แก้ รธน.-เลิกองค์กรอิสระ” ต้องทำเป็นชุดด้วยกันจึงเกิดผลต่อประเทศ เตือนแยกทำที่ละข้อแก้วิกฤต หลีกเลี่ยงเป็นเผด็จการทรราชย์ตามรุ่นพี่ไม่ได้
.
เมื่อ 8 มี.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวระหว่างงานสังสรรค์ในรายการ “ลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์” โดยย้อนทวนคำพูดเมื่อครั้งออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพถึงการเตือนสติว่า “จะตายก่อนแก้หรือแก้ก่อนตาย” และบ้านเมืองในขณะนี้ได้มาถึงสถานการณ์ในจุดที่เคยเตือนกันไว้แล้ว
.
นายจตุพร กล่าวถึงนักคึกษาแฟลชม็อบว่า เมื่อรวบรวมข้อเรียกร้องของนักศึกษาแล้ว มี 3 ประเด็นหลักใหญ่ คือ หนึ่งนายกรัฐมนตรีต้องลาออก สองแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และสามยกเลิกองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งระหว่างยึดอำนาจ โดยทั้ง 3 ข้อเรียกร้องนี้ แม้ได้รับการแก้ไขเพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้
.
อีกทั้งอธิบายว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลาออก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ หรือยุบสภาและรัฐธรรมนูญไม่แก้ ประเทศก็อยู่ที่เดิม เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่แก้ ก็ไปทำอะไรองค์กรอิสระไม่ได้เฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อจึงผูกกันไปหมด
.
นายจตุพร ยืนยันว่า ขณะนี้การต่อสู้ของคนหนุ่มสาวอยู่ในระดับท้าทายกันแล้ว และข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครโดยเฉพาะ แต่เป็นปัญหาของชาติบ้านเมือง ตนเคยพูดก่อนออกจากเรือนจำ โดยชวนกันให้มาแก้ก่อนตาย แต่บทเรียนของไทยมักตายก่อนแก้กันทุกครั้งคราวไป
.
"ถ้ารัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา ซึ่งนักศึกษาจะทวีความเติบโตตามลำดับ ท้ายที่สุดหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไปไม่พ้น (กัดริมฝีปาก) ถ้ารัฐบาลไม่เป็นฝ่ายเสียสละ เพราะอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ถามพล.อ.ประยุทธ์ ว่า อยู่ต่อไปเวลานี้มีเวลาบวกหรือไม่ มีด้านบวกที่จะได้กำไรจากการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่ ผมบอกว่า มีแต่ลบลงทุกวัน แต่ทั้งหมดนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเสียสละ”
.
ขณะเดียวกันย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีความเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะความจริงสิ่งที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยมีเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น เมื่อแก้รัฐธรรมนูญให้เกิด “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.)ในภายหลังแล้วไปแก้ไขอำนาจวุฒิสภาเป็นหลักใหญ่ เพราะวุฒิสภาเป็นกลุ่มคนไปเลือกนายกฯ เลือกองค์อิสระ แล้วท้ายที่สุดยังมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.
.
รวมทั้ง ระบุว่า ตนต้องการบอกว่า ใน 3 ข้อเรียกร้องของนักศึกษานั้น ถ้าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบหมด ประเทศจะเดินต่อไปได้ เรามาเริ่มเบื้องต้นกันด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิด สสร. ก่อน ถ้าเบื้องต้นไม่จบ ยุบสภาก็ใช้รัฐธรรมนูญเดิมอีก คำตอบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง องค์กรอิสระก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ดังนั้น สังคมไทยจึงอยู่ท่ามกลางสังคมอกแตก แต่ละฝ่ายล้วนอึดอัด ถ้ารัฐบาลไม่เป็นฝ่ายเสียสละแล้ว คำว่า ตายก่อนแก้จะเป็นความจริง
.
“ผมเรียนกับพี่น้องว่า ถ้าตราบใดนักศึกษาสู้ในมหาวิทยาลัย รัฐบาลยังไม่ใช้กำลังปราบปราม และนักการเมืองต้องไม่เข้าไปยุ่ง ผมก็ไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้าปราบปรามวันไหน วันนั้นก็คือวันของผมต้องเข้าไปยุ่ง”
.
นายจตุพร คาดว่า ในเดือนมีนาคมทั้งเดือน แต่ละมหาวิทยาลัยจะเวียนกันจัดแฟลชม็อบรอบ 2 แล้วมาถึงเดือนพฤษภาคมจะพรึบกันหมด เพราะวิวัฒนาการของรัฐบาลแก้ไขปัญหากันไม่ได้สักเรื่อง เงินพันที่แจก ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ให้หน้ากากยังดีกว่า แต่ไปรวมอยู่ในเจ้าสัวหมด รวยขึ้นๆ โรงเหล้าก็รวย ดิวตี้ฟรีก็รวย และทุนที่รวยทั้งหลายเป็นทุนพลังประชารัฐทั้งนั้น แต่ประชาชนกลับจนกันหมด
.
นอกจากนี้ ถ้ารัฐบาลปฎิบัติตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา อย่างน้อยเราก็จะได้ยุติวิกฤต อย่างน้อยเราก็จะได้แก้ก่อนตาย หากไม่ฟังแล้วยังเดินต่อไป จำปากตนไว้ แต่ละข้อจะได้แก้ แต่ต้องตายกันก่อน เพราะประเทศไทยมักตายก่อนแก้กันทุกครั้ง
.
“วันนี้ผมมาชี้ทางว่า อยู่ต่อไปไม่มีอะไรบวกอีกแล้วสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เวลาที่เหลือลบอย่างเดียว วันใดลบจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว วันนั้นท่านก็เป็นผู้นำเผด็จการทรราชย์เหมือนในอดีต”
.
นายจตุพร ทิ้งท้ายว่า วันนี้ต้องเรียนว่า เราเองยังอยู่ในจุดที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด แล้วพยายามพูดให้คิด เพื่อจะบอกว่าวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในช่วงนับเดือนนั้น เชื่อว่าประเทศนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างแน่นอน
.
ส่วนความตายของนายคณากร เพียรชนะ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้น ในศาลจังหวัดยะลานั้น นายจตุพร กล่าวว่า นึกถึงความตายของนายสืบ นาคะเสถียร เพื่อแลกชีวิตกับการพิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง นอกจากนี้ยังเห็นความตายของนักศึกรามคำแหงอย่างน้อย 2 ชีวิต คือ นายธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ ซึ่งเผาตัวตายประท้วงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อตุลาคม 2533 อีกคนคือ นายพิทยา โยธามาศ คนจังหวัดตรัง กระโดดตึกเดอะมอลล์ รามคำแหง ซึ่งเหตุล้วนมาจากทางการเมือง
.
ความตายเหล่านั้น เหตุเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ และไม่คาดว่าจะมาเห็นความตายของใครอีก กระทั่งมาถึงการยึดอำนาจปี 2549 ลุงนวมทอง ไพรวัน เป็นคนปลิดชีพตัวเองอย่างมีสติมากที่สุด ที่สะพานลอยสำนักพิมพ์ไทยรัฐ
.
“ความตายเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เป็นการฆ่าตัวตายอย่างมีหลักคิด เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงาม โดยหวังว่าความตายนั้น จะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่กลับสร้างความหดหู่ขึ้น ผมเชื่อว่า เมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) หลายคนที่มีความรู้สึกปกติ ต่างไม่สบายใจ ไม่อยากได้ยินข่าวนี้ (ผู้พิพากษาฆ่าตัวตาย) เพียงแต่ว่าเมื่อเรื่องราวมันเกิดขึ้นมา ความตายของแต่ละชีวิตต้องไม่สูญเปล่า”
.
นายจตุพร เชื่อว่า หลายสิ่งหลายอย่างจะเกิดผลงดงามกันในวันข้างหน้า เพราะการสละชีวิตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น หลายกรณีนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
.
สำหรับ สถานการณ์ของบ้านเมืองนั้น นายจตุพร ย้ำว่า รัฐบาลอยู่ช่วงขาลงสุดๆ ทำอะไรก็ไม่เข้าหูเข้าตาประชาชนทั้งสิ้น ถึงขั้นแจกเงินคนก็ด่าแม่ รับบริจาคคนก็ด่าหนักเข้าไปอีกว่า เอาไงกันแน่ สองบุคลิกหรือไง เดี๋ยวแจกเดี๋ยวบริจาค
.
นายจตุพร กล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องผีน้อย ซึ่งเป็นคนไทยไปค้าแรงงานที่เกาหลีใต้หนีโรคโควิค-19 ระบาดกลับไทยว่า ชุดแรกที่กลับมาเข้าประเทศก็เป็นปัญหาแล้ว เพราะไม่มีการกักตัวแบบกรณีคนไทยกลับจากอู่ฮั่น ประเทศจีน
.
อีกทั้งย้ำว่า ปัญหาแรงงานไทยกลับจากเกาหลีใต้นั้น เมื่อมาถึงไทยรอบแรกกลับปล่อยตัว แล้วให้ไปกักตัวเอง แต่ไปกักตัวกันเองที่ร้านสุกี้ ห้างสรรพสินค้า จนร้านค้านต้องปิดตัวทำความสะอาดกันไปทั่ว
.
"กระทั่งสาธารณสุขบอกว่า จากนี้ผีน้อยกลับมาประเทศไทย ต้องเป็นภารระรัฐบาลต้องกักตัว 14 วัน แต่ผีน้อยก็หลุดด่านที่สนามบินไปได้กว่า 70 คน ไปคนละทิ้งทาง ไม่รู้ไปไหน ถ้าเข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ผมจะไม่ว่าสักคำ"
.
นายจตุพร ย้ำว่า ตั้งแต่ผีน้อยหนีด่านกักตัวสนามบินนั้น ถึงวันนี้ (8 มี.ค.) ไม่รู้ว่าคนกว่า 70 คนไปที่ไหนบ้าง และไม่มีใครการันตีว่า โรคจะระบาดกันไปถึงไหน นอกจากนี้ รมต. 3 คนที่เดินทางมาจากประเทศสุ่มเสี่ยงมีเชื้อโควิด-19 ไม่ยอมกักตัวเองเป็นแบบอย่าง ซึ่งสิ่งสำคัญเหล่านี้สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการของรัฐบาล จนทำให้คนจากประเทศสุ่มเสี่ยงหลุดหายไปถึง 70 คน
.
ส่วนการบริหารเรื่องหน้ากากอนามัย สะท้อนประสิทธิภาพอย่างรุนแรง เมื่อประเทศเกิดวิกฤต รัฐบาลต้องคิดเรื่องการผลิตหน้ากากแก้ปัญหาขาดแคลนกับความต้องการ ถึงขั้นหมอไม่มีปัญญาหามาใช้ได้ แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร วันนี้ยังไม่เห็นศักยภาพในการแก้ปัญหาเรื่องนี้เลย
.
"รัฐบาลคงนึกแล้วว่า แก้ปัญหาผีน้อยและหน้ากากไม่ได้ จึงต้องแจกเงินดีกว่า เอาไปคนละพัน สองพัน และแวบหนึ่งก็คิดได้ว่า ครม.สิงคโปร์บริจาคเงินเดือนคนละเดือน ก็เอากับเขาบ้าง บริจาคด้วย และแจกด้วย จนถูกคนต่อว่าทั้งบ้านทั้งเมือง"
.
นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อโควิด-19 ทำลายการท่องเที่ยวพังพินาศย่อยยับหมด พังกันทั้งแผ่นดิน ประชาชนยิ่งเพิ่มความไม่สบายใจ ต้องผวากับแรงงานหลุดรอดการกักตัวถึง 70 คน
.
“นั่นสะท้อนถึงการไร้น้ำยาของรัฐบาล มันสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพว่า แค่นี้ยังจัดการไม่ได้เลย หน้ากากขาดแคลนนั้น ถ้าคนมีน้ำยาเสียอย่างของแค่นี้ไม่เป็นปัญหาเลย”