จับสเตป พปชร. จับ “บิ๊กป้อม” แปลงร่าง ทีมรัฐประหารสู่ทหาร ปชต. พร้อมดีล “พท.” เป็นนายกฯ

การเมือง3 มี.ค. 2566 • 16:15 น.
จับสเตป พปชร. จับ “บิ๊กป้อม” แปลงร่าง ทีมรัฐประหารสู่ทหาร ปชต. พร้อมดีล “พท.” เป็นนายกฯ

นอกจากใจบันดาลแรงทำให้ตัวเองแข็งแรง กระฉับกระเฉง กระชากวัย การแต่งกาย สไตล์ แฟชั่นนิสต้า แล้ว  “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังเตรียมพร้อม มันสมอง  เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง เพื่อที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ทั้งการติวเข้ม ด้านเศรษฐกิจ กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เข้ามาเป็น ทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ แม้อาจจะไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ก็ได้เป็น กุนซือ เศรษฐกิจของพล.อ.ประวิตร รวมทั้งการตอกย้ำว่า ผมพูดไม่เก่ง แต่ผมรับฟังมาก มาตลอด  พูดไม่เก่งแต่เป็นคนรับฟังเก่ง และรู้เรื่องด้วย  รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ให้ พล.อ.ประวิตรเป็นลุงป้อม ที่ใจดีเข้าถึงง่าย ด้วยการไปเดินตลาด เดินสวนลุมฯ เดินเสาชิงช้า เดินถนนใช้ชีวิต กินข้างถนนได้ตามปกติ และ เมื่อลงพื้นที่ก็มีคนมากอดมาหอมแก้ม พร้อมใบหน้าที่ยิ้มแป้น ของลุงป้อม 

แต่มิชชั่น ที่สำคัญของพล.อ.ประวิตรและทีมงาน บ้านป่ารอยต่อฯ และ พปชร. คือการ สร้างภาพลักษณ์ การเป็นทหารประชาธิปไตย  ไม่ใช่เผด็จการ  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจับมือกับทุกขั้วทุกพรรคจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งตามนโยบาย “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทย ที่คาดว่าจะได้ ส.ส.จำนวนมากที่สุด ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตามกระแสข่าว “บิ๊กดีล” ที่มีมาตลอด เป็นปี

ทั้งสายสัมพันธ์เก่า ของ พล.อ.ประวิตร กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนแต่งตั้งให้ บิ๊กป้อม เป็น ผบ.ทบ.  และ ความเคารพนับถือต่อคุณหญิงอ้อ พจมาน ดามาพงศ์ แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่นับรวมสายสัมพันธ์ของ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. น้องชายสุดที่รัก ของพล.อ.ประวิตร กับ ทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน รวมทั้งการที่ พล.อ.ประวิตร ยังมี สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ อยู่เคียงข้าง ที่ก็เป็นสายตรงของนายทักษิณ

ประกอบกับความขัดแย้งภายในของพี่น้อง 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” ที่สั่งสมมายาวนาน โดยเฉพาะ 8 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร ประเมินว่าคะแนนนิยม ของพล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำลง เพราะอยู่มานาน คนเบื่อ  ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมรอบกายก็ไม่แฮปปี้ กับบทบาทของพล.อ.ประวิตร และคนรอบข้าง รวมทั้งพล.อ.ประวิตร ยึดพรรคพลังประชารัฐ คนเดียวไม่ยอมให้พล.อ.ประยุทธ์เข้ามามีบทบาทใดๆ

พล.อ.ประยุทธ์ จึงรวบรวมสมัครพรรคพวก และกองหนุน เสบียงกรัง กระสุน จนพร้อม จนที่สุด ก็แยกตัวแยกพรรค จาก พล.อ.ประวิตร ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เหนี่ยวรั้งพล.อ.ประยุทธ์ไว้ พล.อ.ประวิตร ต้องการถอยห่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม ที่เป็นอดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ในนาม คสช. อยู่แล้ว ตั้งแต่การพูดชี้แจงในสภาฯ ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แต่ชี้ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว ที่เป็นคนทำรัฐประหาร จากนั้น เมื่อพล.อ.ประวิตรประกาศพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยตนเองและนำพรรคพลังประชารัฐก้าวข้ามความขัดแย้งพร้อมจับมือกับทุกพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล

ปฏิบัติการในการสร้างภาพลักษณ์ของพล.อ.ประวิตร ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นซีรี่ส์ โดยวางใจให้ อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ที่ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เข้าพรรคพลังประชารัฐพร้อมนายสัญญา สถิรบุตร เป็นทีมงาน ปฎิบัติการครั้งนี้

ด้วยการออกจดหมาย เปิดใจ พล.อ.ประวิตร มาอย่าง ต่อเนื่องหลายฉบับ ลงในเพจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 จนถึงฉบับที่ 3  และมีบทย่อยต่างๆ ออกมาตลอด

เป้าประสงค์ คือ ชี้แจงเหตุผล ที่พล.อ.ประวิตร จะต้องไปต่อในทางการเมืองนำพรรคพลังประชารัฐต่อไป หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ แยกทาง แต่พล.อ.ประวิตร จะไม่ทิ้งใครพร้อมจะสู้ต่อ ไม่เอาตัวรอด หลังจากที่กระแสพรรคตกต่ำ

แม้จะยืนยันว่าความสัมพันธ์พี่น้องของพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตรยังคงเหมือนเดิม เพราะอยู่ด้วยกันมา 40-50 ปีก็ตาม แต่ จดหมายความในใจของพล.อ.ประวิตร ก็ทิ่ม แซะพล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด

แต่ที่เริ่มหนักขึ้น คือ การถล่มโจมตีการปฏิวัติรัฐประหาร และ คนบางกลุ่ม ในฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่หนุนการรัฐประหาร ที่ถูกมองว่า  พุ่งเป้าไปที่  กลุ่มที่ อยู่เบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ในการตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ และไปต่อในทางการเมือง มาเป็นพรรคคู่แข่ง และชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กันเอง

จะเห็นได้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ  ชูความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ของพล.อ.ประยุทธ์มาเป็นจุดขาย  ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐก็ชู “จิตวิญญาณในความจงรักภักดี จาก อดีต ถึง ปัจจุบัน” ของ พล.อ.ประวิตร  ที่ก็เคยเป็นทหารเสือราชินีฯทหารรักษาพระองค์ ที่มีความจงรักพรรคดีเช่นกัน ตอกย้ำ ด้วยว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของผม

จนเป็นกระแสจิตที่ส่งให้ทุกคนสัมผัสถึงและรับรู้ได้ โดยไม่ต้องเอ่ยอ้าง ผมถูกหล่อหลอมชีวิตขึ้นมาด้วยความเป็น “ทหารอาชีพ”  จาก “ทหารชั้นผู้น้อย” ค่อย ๆ เติบโตมาจนเป็น ผบ.ทบ. เสมือนจะส่งสัญญาณให้รู้ว่าแคนดิเดตนายกฯที่จงรักภักดี ไม่ได้มีแค่พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แต่ที่ เรียกได้ว่าจัดหนักคือการที่ จดหมายของ พล.อ.ประวิตร  ถล่มไปที่ กลุ่ม Elite หรือ ชนชั้นนำ ศักดินา ว่า  “มีคนกลุ่มหนึ่ง ฝ่าย “อนุรักษ์นิยม” ที่มองไม่เห็นหนทางอื่นที่จะนำผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมกันทำงานให้กับประเทศชาติ นอกจากการทำ “รัฐประหาร” ยึดอำนาจและเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ ความสามารถ ด้วยการแต่งตั้งคนเหล่านี้เข้ามา  โดยเรียกร้องให้ “กองทัพ” เป็นผู้นำทำรัฐประหาร และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการประเทศจึงเกิดขึ้นเสมอ”

เสมือนเป็นการสื่อถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมากับทฤษฎีสมคบคิดของ กองทัพกับกลุ่มดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การรัฐประหาร 

แม้จะมีการระบุว่าการรัฐประหารในบางครั้งก็เป็นความจำเป็นของบ้านเมืองแต่เป้าประสงค์ ถูกมองว่า พุ่งมาที่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. ในเวลานั้น  ที่มีกลุ่ม กปปส. นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ ก่อม็อบ  จนเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ปูทางให้ รัฐประหาร เพราะมาตอนนี้  นักการเมืองในสาย กปปส.  และ พรรคประชาธิปัตย์  ก็ จับมือกันหนุนพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นที่รู้กันว่ามี สมาชิกในกลุ่มอีลิท บางคน สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

แต่ พล.อ.ประวิตร ก็ออกตัวว่า แม้ “จิตวิญญาณ” ผมยังมั่นคงกับ “สำนึกอนุรักษ์นิยม” แต่ความเข้าใจต่อความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินหน้าไปด้วย “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” ได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตรเหล่านี้อยู่ในสายตาของ พล.อ.ประยุทธ์ผู้น้องทั้งสิ้น จึงยิ่งทำให้กระแสข่าวบิ๊กดีล กับพรรคเพื่อไทย ยิ่งถูกมองว่ามีความเป็นไปได้สูง

ไม่นับรวมความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  ที่กลับไปอยู่พรรคพลังประชารัฐอีกครั้งและเป็นมือทำงานลับ ของพล.อ.ประวิตร

จึงไม่แปลกที่พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมรับกับสื่อว่าเคยคุยกับพล.อ.ประวิตรเรื่องกระแสข่าวที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย แต่คำตอบที่ได้จาก พล.อ.ประวิตร ก็เพียงแค่บอกว่ายังไม่ได้ไปตกปากรับคำใดๆ

ท่ามกลางกระแสข่าวการยุบพรรคการเมืองที่จะเป็นอาวุธสุดท้าย ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพราะเคยมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้นมาแล้ว และยิ่ง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศกฎเกณฑ์ในการยุบพรรคแบบรวบรัด ที่ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล  ถูกร้องเรียนอยู่ในข่ายถูกยุบพรรค รวมทั้ง พรรคพลังประชารัฐ ของพล.อ.ประวิตรด้วยเช่นกัน

เคยมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้นมาแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ !!