พท.ปัดฮั้วพปชร.แก้ไขรธน.

การเมือง11 ส.ค. 2564 • 17:10 น.
พท.ปัดฮั้วพปชร.แก้ไขรธน.
"เพื่อไทย"ลั่นไม่ฮั้ว"พปชร."ปมแก้ รธน. ชูบัตรเลือกตั้งสองใบ "ปปช."เปิดบัญชีทรัพย์สิน"ผบ.ตร." จำนวน 104 ล้าน ไร้หนี้ สะสมปืน-นาฬิกาหรู ไม่รับเงินส.ว. ขณะที่ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อจี้"ประยุทธ์"ยกเลิกข้อกำหนด ฉบับที่ 27ข้อ 11 ชี้มีเนื้อหากระทบเสรีภาพสื่อ ชมรัฐบาลยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ข้อ 1 เชื่อไร้เจตนาลิดรอนเสรีภาพ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.64 นายนพดล ปัทมะ ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และ 91 โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จะแก้ไขระบบเลือกตั้งไปใช้บัตร 2 ใบ และกำหนดจำนวนและที่มาของ ส.ส. จากเขตเลือกตั้ง 400 คน และจากบัญชีรายชื่อ 100 คน ว่า ในประเด็นนี้พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านเคยเสนอญัตติแก้ไขระบบเลือกตั้ง กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบไปตั้งแต่ปี 2563 และต่อมาในปี 2564 พรรคฯได้ยื่นแก้ในประเด็นเดียวกันนี้อีกครั้ง ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้นได้ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นรวมถึงการแก้ระบบเลือกตั้งด้วยในปี 2564 ดังนั้นพรรคฯมีจุดยืนในเรื่องระบบเลือกตั้งชัดเจนต่อเนื่องและเป็นผู้นำในการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เดินตามและไม่ได้ฮั้วกับพรรคพลังประชารัฐ วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยเอกสารประกอบและบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) กรณีดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้แจ้งสถานะว่า อยู่กินฉันสามีภริยากับ น.ส.รัตนาภรณ์ สีวลีพันธ์ โดยปัจจุบัน น.ส.รัตนาภรณ์มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ที่ปรึกษาบริษัท แอตลาส เอนเนอยี จำกัด , เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอ็ม บัส ทรานสปอร์ต จำกัด นอกจากนี้มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 2 คน พล.ต.อ.สุวัฒน์ น.ส.รัตนาภรณ์ และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 104,166,808 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยเป็นทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ 52,917,947 บาท เป็นทรัพย์สินของ น.ส.รัตนาภรณ์ 50,377,978 บาท และเป็นของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 870,856 บาท สำหรับรายการทรัพย์สินอื่นในชื่อของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ และน.ส.รัตนาภรณ์ แจ้งว่า มี 34 ราย มูลค่ารวมกัน 9,657,800 บาท ได้แก่ ทองคำแท่ง แท่งละ 10 บาท จำนวน 10 แท่ง กระเป๋าถือสตรี เครื่องประดับเพชร เครื่องประดับมุก นาฬิกาหรู 12 เรือน อาวุธปืน 20 กระบอก อาทิ อาวุธปืนขนาด 9 มม. อาวุธปืนขนาด .45 ยี่ห้อเอสทีไอ อาวุธขนาด 9มม. ยี่ห้อซิกซาวเออร์ อาวุธปืนขนาด .357 ยี่ห้อสมิธแอนด์เวสสัน ปืนลูกซองยาว (เดี่ยวลูกซอง) อาวุธปืนขนาด .380 ยี่ห้อรูเกอร์ อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อกล็อก อาวุปืนขนาด.45 มม. ยี่ห้อโคลท์ ปืนลูกซองยาว (ลูกซอง 12/5นัด) ปืนยาวไรเฟิล ขนาด .308 ปืนยาวขนาด .22 ปืนยาวไรเฟิล ขนาด 5.56 นาโต้ อาวุธปืนขนาด .45 นอกจากนี้ ยังแจ้งว่า มีพระเครื่องที่ได้รับมาตั้งแต่ปี 2560-2564 จำนวน 12 องค์ โดยระบุว่าประมาณมูลค่าไม่ได้ ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้แจ้งในส่วนของรายได้ประจำว่า ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทน 1,466,154 บาท และเงินเดือน เบี้ยประชุม ในตำแหน่งกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล 573,790 บาท ส่วนเงินเดือนสมาชิกวุฒิสภา พล.ต.อ.สุวัฒน์ ระบุว่าไม่ขอรับเงินเดือน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรียกเลิกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 27 ข้อ 11 จากกรณีเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2564 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งห้ามนายกรัฐมนตรีใช้ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ซึ่งมีเนื้อหาส่อว่าเป็นการให้อำนาจรัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างร้ายแรง รายละเอียดดังเอกสารข่าวที่ศาลแพ่งเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ต่อมา ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2564 ได้มีการออกประกาศ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 31) โดยมีใจความสำคัญว่า ให้ยกเลิกข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 เนื่องจากศาลแพ่งเห็นว่า เจ้าหน้าที่อาจนำมาตรการทางกฎหมายอื่นมาบังคับใช้ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประกาศฉบับนี้ต่อไป 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอแสดงความชื่นชมในการตัดสินใจยกเลิกประกาศดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี แต่เพื่อแสดงความจริงใจว่า รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาที่จะลิดรอนเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชนนายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกข้อความในข้อที่ 11 ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27) ด้วย เนื่องจากมีเนื้อหาเช่นเดียวกับประกาศฉบับที่ 29 ข้อ 1 ที่ยกเลิกไป อีกทั้งประกาศฉบับที่ 1 ข้อ 6 ลงวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งมีการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจที่รัดกุม เฉพาะเจาะจงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ยังมีผลบังคับใช้อยู่ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เชื่อมั่นว่า แม้รัฐบาลจะยกเลิกประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 29 รวมทั้งฉบับที่ 27 ข้อ 11 ไปแล้ว สื่อมวลชนทั้งหลายจะยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารตามหลักจริยธรรมสื่อมวลชน โดยการใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบข่าวสารต่างๆ อย่างครบถ้วนรอบด้านและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้โดยเร็วที่สุด