เลือดข้นกว่าน้ำ
การขับเคี่ยวกันบนสังเวียนการเมือง วันนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก เข้มข้น และดุเดือดยิ่ง !
เมื่อ “2 พรรคใหญ่” ทั้ง “เพื่อไทย” และ “พลังประชารัฐ” ต่างถือเดิมพันสูงลิบลิ่ว เอาไว้ในมือ และที่สำคัญเหนืออื่นใด ต่างไม่สามารถพ่ายแพ้กลับออกไปจากสนามเลือกตั้งครั้งหน้าได้
พรรคพลังประชารัฐ แม้วันนี้จะเต็มไปด้วยปัญหา และความขัดแย้ง จนดูคล้ายกับว่า “พี่น้อง 3ป.” ต่างนั่งทับ “ระเบิดเวลา” รอวันพรรคแตก จนกลายเป็น “จุดอ่อน” ให้ฝั่งตรงข้าม เขย่าซ้ำไปซ้ำมา แต่อย่าลืมว่าในทุกกลเกม ย่อมมี “จริงในลวง” ซ่อนเอาไว้
ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคอันดับหนึ่งในปีกฝ่ายค้านเอง ก็เพิ่งผ่านการปรับทัพ เปลี่ยนโฉมหน้า คณะทำงานกันแทบยกชุด อีกทั้งยังได้ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้าของพรรคตัวจริง เข้ามานั่งในตำแหน่งใหญ่ เป็น ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม เพื่อรีแบรนดิ้ง พรรค เรียกความเชื่อมั่นทั้งในและนอกพรรคให้กลับคืนมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้พรรคอยู่ในภาวะ “ไร้หัวตัวจริง” มาพักใหญ่ แม้จะมี “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” นั่งทำหน้าที่หัวหน้าพรรค อยู่ก็ตาม แต่ทุกคนรู้ดีว่า ที่สุดแล้วก็เป็นเวลาของ คนใหม่
เมื่อพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย สองพรรคการเมือง ที่ยืนอยู่ขั้วตรงข้าม ต่างถือเดิมพันกันที่ “ชัยชนะ” จากการเลือกตั้งรอบหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ต้องการชนะ แบบแลนด์สไลด์ หากแต่พลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร ก็เช่นเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว โอกาสในการต่อรองและเป็นฝ่าย “กำหนดเกม” จะสะดุดทันที !
นับจากวันที่ 28 ต.ค.64 ที่ผ่านมา ที่พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวแพทองธาร เข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษาพรรค ได้กลายเป็นการเพิ่มอุณหภูมิความร้อนแรงทางการเมืองขึ้นมาโดยปริยาย เมื่อแพทองธาร “โดนรับน้อง” จากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่มีหยุดหย่อน
ทั้งการนำเรื่องข้อสอบรั่วในปี 2547 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่แพทองธาร สอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งน่าสนใจว่า ไม่เพียงแต่แพทองธาร จะถูกโจมตีจากพรรครัฐบาลเท่านั้น แต่ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรคก้าวไกล ยังนำบทความของอาจารย์ไชยันต์ไปขยายความ
เมื่อพรรคเพื่อไทยปรับทัพใหม่ ชูคนรุ่นใหม่ อย่างแพทองธารขึ้นกลางเวทีการเมือง แน่นอนว่าในขณะเดียวกัน ย่อมสร้างเอฟเฟกซ์ตามมา เพราะไม่เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐในฐานะคู่ปรับ ของทักษิณจะสะเทือนเท่านั้น หากแต่ “พรรคก้าวไกล” ที่พบว่าคะแนนของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค กำลังดีวันดีคืน จนติดผลการสำรวจหลายสำนักโพล ยกให้เป็น หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯคนใหม่ที่ควรเลือก
อย่างไรก็ดีการมาปรากฏตัวบนสังเวียนการเมืองของแพทองธาร นั้นทุกคนรู้ดีว่ามาจาก ความต้องการของ “พ่อ” คือทักษิณ และ “แม่” คือ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ที่ต้องการส่งลูกสาวคนเล็กเข้ามาทำหน้าที่ “หยุดเลือด” ที่กำลังจะไหลออก ส.ส.ในพรรคเตรียมย้ายพรรคแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับ “กลุ่มทุน” ให้กลับมาสนับสนุนพรรค ส่วนเรื่องการผลักดันให้แพทองธาร ขึ้นไปนั่งจุดสูงสุด “นายกฯหญิงคนที่สอง” ตามรอย “อาปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ดูเหมือนว่างานนี้คุณหญิงพจมาน คงไม่ยอมให้ไฟเขียว
ทั้งทักษิณ และคุณหญิงพจมานย่อมประเมินได้ไม่ยากว่า การส่งลูกสาวคนเล็กลงสังเวียน วันนี้เพียงแต่แก้ปัญหาด่านแรก คือการห้ามเลือดในพรรคเพื่อไทยเท่านั้น อีกทั้งยังพบว่าแค่เพียงเปิดตัวในยกแรก แพทองธาร ก็โดนรับน้อง เสียแล้ว
วันนี้สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย แม้จะมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ชื่อ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน และได้แพทองธาร เข้ามาเหมือนเป็นตัวแทน “นายใหญ่-นายหญิง” แต่ในข้อเท็จจริงแล้วก็ยังไม่มี “แคนดิเดตนายกฯ” ตัวจริง เนื่องจาก “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน ซีอีโอแสนสิริ ไม่ยอม “เซย์เยส” หากทักษิณ ไม่รับ “2เงื่อนไข” ที่เสนอไป นั่นคือ 1. จะต้องมีส่วนร่วมการจัดตั้งครม. และ2. จะไม่มีการผลักดันการนิรโทษกรรมเพื่อพาทักษิณ กลับบ้าน
ทั้งนั้นทั้งนี้เมื่อทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เองต่างรู้ดีว่าการต่อสู้ทางการเมืองนั้นที่ผ่านมามีคนใน “ตระกูลชินวัตร” บาดเจ็บไปแล้วกี่คน ดังนั้นการที่จะส่งลูกสาวคนสุดท้อง ให้เผชิญหน้ากับชะตากรรมเดียวกันอีกจึงเป็นเรื่องยาก ด้วยเหตุนี้ แพทองธาร จึงถูกวางให้อยู่ในพื้นที่ที่ถือว่า เจ็บตัวน้อยที่สุด คือการเป็นตัวแทนของพ่อและแม่เท่านั้น
เมื่อหันกลับมาที่พรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังคุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้ง กลุ่มก๊วนการเมืองในพรรคต่างหวาดระแวงกันเอง ยิ่งเมื่อเก้าอี้ “เลขาธิการพรรค” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ยังไม่ขยับ มิหนำซ้ำยังถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ทั้งที่รู้ดีว่าขัดกับความต้องการของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม และ “บิ๊กป๊อก”"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อย่างที่สุด จนเป็นที่มาของกระแสข่าวว่า “พี่น้อง 3ป.” นั้นแตกกันไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อพี่ใหญ่อย่างบิ๊กป้อม เลือก “อุ้ม” ร.อ.ธรรมนัส ลูกน้องที่คิดโค่นล้ม “น้องรัก” อย่างพล.อ.ประยุทธ์ และหวังที่จะขึ้นไปแทนที่เก้าอี้ “มท.1”ของพล.อ.อนุพงษ์ เพื่อคุมทัพในการเลือกตั้งรอบหน้า ยิ่งเมื่อล่าสุด ปฏิบัติการปลดร.อ.ธรรมนัส ออกจากเลขาฯ ๆไม่สำเร็จ จน “6 รัฐมนตรี” ในปีกของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอม “นิ่ง” เพื่อให้พรรคสงบ
เมื่อภาพที่ปรากฏต่อหน้าสาธารณะคือ “พี่น้อง 3ป.” กำลังแตกร้าว รอวันหันหลังให้กันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งทำให้มีเสียงเชียร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งความวุ่นวาย แก้ไขปัญหา “ขาลอย” ไร้อำนาจในพรรคพลังประชารัฐ แล้วออกไปตั้งพรรคใหม่
ทว่า หากมองเข้าไปให้ลึกซึ้ง มองความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กลับพบว่าแท้จริงแล้ว พี่น้อง 3ป. ไม่ได้ “แตกหัก” กันอย่างแท้จริง เพราะอย่าลืมว่าความสัมพันธ์ ระหว่าง “พี่ใหญ่” กับ “น้องรัก” อย่างพล.อ.ประยุทธ์ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน หากแต่ดำเนินมายาวนานกว่าหลายสิบปี ต่างเป็นนายทหารที่เติบโต กิน นอน ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน ดังนั้นจะหักกันเพราะ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็นลูกน้องก็คงไม่ใช่
เพียงแต่วันนี้ พี่ใหญ่ อย่างบิ๊กป้อม กำลังใช้วิธีการบริหารความขัดแย้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อพรรคพลังประชารัฐ และที่สำคัญต่อตัว “น้องรัก” อย่างพล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถนั่งอยู่บนเก้าอี้ นายกฯ ไปได้อย่างราบรื่น และยาวนานที่สุด
และหนึ่งในความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล คือความเข้มแข็งของพรรคพลังประชารัฐ ในยามที่ พรรคตรงข้ามต่างหาทาง “บุก” ไม่หยุดยั้ง รวมถึงความจำเป็นที่วันนี้ บิ๊กป้อมยังต้องมี “มือทำงาน” อย่างร.อ.ธรรมนัส เอาไว้ข้างตัว
บทสรุปสุดท้ายสำหรับพรรคพลังประชารัฐนั้นถึงอย่างไร ก็จะต้องมี “พี่น้อง3ป.” เดินด้วยกันไปจนสุดทาง โดยมี “พี่ใหญ่” คอยกรุยทาง เคลียร์รันเวย์ให้กับ “น้องเล็ก” อย่างบิ๊กตู่ ให้กลับเข้ามานั่ง “นายกฯสมัยที่ 3” ได้ตลอดรอดฝั่ง ต้องจับตาว่า ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ที่สุดแล้วจะมีการเปลี่ยนตัว “เลขาฯพรรค” อย่างแน่นอน
สำหรับ “อุ๊งอิ๊ง”คือ “ทายาท” ของ “ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ” โดยกำเนิด ไม่ว่าพ่อ-แม่จะหวังชัยชนะสักแค่ไหนก็ตาม แต่การที่จะส่ง “ลูกสาว” ให้สาหัสบนสังเวียน คงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับ “พี่ใหญ่” อย่าง บิ๊กป้อม จะไม่มีวันทิ้ง “น้องรัก” อย่างบิ๊กตู่ เพราะต่างมี “เลือดทหาร” ร่วมเป็น ร่วมตาย กอดคอกันมายาวนาน ถึงอย่างไร เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ อยู่ดี !