“สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ลั่นต้องถอดบทเรียนจริงจัง ชงออกกฎหมาย แก้ “โศกนาฎกรรม” ซ้ำซาก

การเมือง12 ต.ค. 2567 • 05:00 น.
“สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ลั่นต้องถอดบทเรียนจริงจัง ชงออกกฎหมาย แก้ “โศกนาฎกรรม” ซ้ำซาก

หมายเหตุ : “ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์”  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกสภาวิศวกร ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ทางช่องยูทูบ Siamrathonline ถึงการแก้ปัญหา และทางออกจากปัญหาความปลอดภัยในการคมนาคม ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จ.อุทัยธานี ส่งผลให้มีครูและเด็กนักเรียน เสียชีวิต 23 ราย ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567

-จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมไฟไหม้รถบัสนักเรียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย เรื่องนี้เสียใจเท่านั้นคงยังไม่พอ ดังนั้นจากนี้ไป อะไรคือทางออกสำหรับเรื่องนี้ ที่จะไม่เห็นการเกิดซ้ำอีก

เราต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง แม้วันนี้จะบอกว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมเชื่อว่าประชาชนไม่เชื่อแน่นอน เพราะถ้าหากยังจำกันได้ เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2554 มีรถระเบิด มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ที่จ.ขอนแก่น ตอนนั้นก็เคยมีการพูดว่าจะไม่เกิดแบบนี้อีก สุดท้ายก็มาเจอจนได้

ดังนั้นกระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดให้ถูกคือโครงสร้าง ทางกฎหมายเพื่อนำไปสู่การป้องกันภัยสาธารณะแบบนี้

ต้องเรียนว่าในต่างประเทศจะไม่เหมือนเรา เขามีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ ที่มีความเป็นกลาง เป็นอิสระมาดูเรื่องความปลอดภัยสาธารณะจริงๆ แต่ไทยอาจเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีเรื่องนี้  หากเท้าความกลับไป เหตุการณ์ที่เกาหลี เกิดเหตุเรืออินแชวอนล่ม มีเด็กนักเรียนที่ไปทัศนศึกษา เสียชีวิตไปทั้งสิ้น 250 ราย ครูอีก 11 ราย แต่เกาหลีมีองค์กรเพื่อความปลอดภัยในที่สาธารณะ โดยยกระดับขึ้นเป็นกระทรวงความปลอดภัยสาธารณะ มีการออกกฎหมายจัดตั้งเป็นกระทรวงเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

ซึ่งในครั้งนั้นองค์กรที่มีความเป็นกลาง เข้าไปเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ต้น แล้วชี้เลยว่าเรือที่ล่ม เพราะมีการต่อเติม มีการรับน้ำหนักเกิน ทำให้ทั้งกัปตัน และวิศวกรเรือ ถูกลงโทษจำคุกมากกว่า 30 ปี  ส่วนเจ้าของเรือโดนจำคุกไป 10 ปี แต่ที่น่าสนใจ คือส่วนของยามฝั่งถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากมาช่วยล่าช้า

หรือประธานาธิบดี เตือนช้าไป 7 ปีก็ถูกตีแผ่ ทำให้จากวันนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีอุบัติเหตุทางการคมนาคม ขนส่งอย่างรุนแรงอีกเลย

สำหรับประเทศไทยที่เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากเพราะการกลัดกระดุมเม็ดแรกมันผิด ไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ มีความเป็นกลาง มีความเป็นมืออาชีพไปดู พอเกิดเหตุ เราก็โยนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่หน่วยงานเหล่านั้นอาจจะเป็นต้นตอของปัญหาก็ได้ แต่ให้ไปถอดบทเรียนกันเอง แต่ว่ากันไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมาย ที่ก่อให้เกิดคนกลางด้านความปลอดภัยสาธารณะ

ผมว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากที่สุด หากอยากให้ความปลอดภัยเกิดขึ้น ให้ปัญหาเหล่านี้มันยุติความสูญเสียเสียที

- การบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสครั้งล่าสุดนี้ถือว่าน่าพอใจหรือไม่ ที่เราได้เห็นหลายภาคส่วนเข้าไปช่วยเหลือในที่เกิดเหตุ

ต้องตอบอย่างเป็นธรรม ว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกู้ภัย ตำรวจ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาฯ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆที่เข้ามาช่วย  แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่ามันอยู่ภายใต้ข้อจำกัด ว่าเมื่อมีข้อจำกัดแบบนี้ก็ทำได้เท่านี้  ซึ่งมันน่าสนใจมากว่า แม้จะผ่านไปหลายวันแล้ว ก็ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้ว ว่าสุดท้ายแล้ว ทางบริษัทรถบัส ที่เกิดเหตุ ขอจดทะเบียนบรรจุถังแก๊สกี่ถัง ไปมาจากอะไร ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลย

แต่หากที่บอกไปว่า เรามีกฎหมาย มีพ.ร.บ.เพื่อที่จะตั้งองค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ในช่วงแรกของการเกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่เป็นเจ้าภาพ จะเข้าไปพร้อมกับหน่วยกู้ภัยเลย ซึ่งมันอาจจะทำให้หน่วยกู้ภัยทำงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับในต่างประเทศ หน่วยกู้ภัยจะไม่ไปตามลำพัง เพราะมีเรื่องความเสี่ยง ระเบิดสามารถเกิดขึ้นตามมาได้

นอกจากนี้จะมีการตามหน่วยกู้ภัยไปเก็บหลักฐานก่อนเคลื่อนย้าย แต่สำหรับกรณีเหตุการณ์ในบ้านเรา มีการเคลื่อนย้ายรถออกไปแล้ว ซึ่งกรณีแบบนี้ จะรู้ได้เลยว่าปัญหามันอยู่ที่ข้อต่อ ทางองค์กรกลางที่ไปด้วยก็เก็บข้อต่อ ของถังแก๊สมาเลย  จะเก็บตัวอย่างเลยว่าลักษณะการชน  กันชนและคานรถเป็นอย่างไร จะเก็บตัวอย่างวัสดุไฟไหม้ และจะดูต่อว่าประตูฉุกเฉินมันเปิดได้จริงหรือไม่ แต่เมื่อเราเคลื่อนย้ายไปแล้ว หลักฐานจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

และอาจจะมีปัญหาตามมาในการต่อสู้กันชั้นศาล ทนายความฝั่งเจ้าของรถบัสก็อาจจะสู้ในแง่ที่ว่าในการพิสูจน์หลักฐานมันมีจุดอ่อนอยู่ ดังนั้นเราจึงทำได้เต็มที่ภายใต้ข้อจำกัด เพราะเราไม่มีหน่วยงานกลางที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งในช่วงแรกวิศวยานยนต์  วิศวเคมี ต้องเข้าไปในพื้นที่ แต่เราก็มีตำรวจกับหน่วยกู้ภัยที่เขาทำงาน อย่างสุดความสามารถเท่านั้นเอง

-ถ้าเรามีร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะ จะสามารถเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้หรือไม่ และตรงจุดได้ดีที่สุด

ถูกต้อง เหตุการณ์แบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ เพราะไม่ใช่การลูบหน้าปะจมูก เพราะอาจจะมีคนร้องเรียนโดยผู้ปกครอง หรือผู้โดยสารว่าถังแก๊สที่อัดเข้าไปในรถบัส มีถึง 11 ถัง ทั้งที่รถบัสไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมารองรับได้จำนวนมากขนาดนี้ แต่ถ้าไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ อย่างกรมการขนส่งทางบก แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่า ต่อให้ถอดถังแก๊สออก จะไม่รู้เลยหรืออย่างไร เพราะมีท่ออยู่ ก็เหมือนกับการลูบหน้าปะจมูกกันไป สุดท้ายก็บอกว่าจะจัดการ แต่เราก็เห็นกันว่าจะจัดการกันอย่างไร เพราะไปให้จัดการกันเองนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีคนกลาง

ผมยกตัวอย่าง กรณีเครื่องบินตก ก็ไม่ได้ให้สายการบินนั้นๆไปตรวจ เพราะไม่ได้ หากเป็นความผิดของกัปตันใครจะกล้าพูด หรือให้โบอิ้ง แอร์บัส ไปตรวจเอง ก็ไม่ได้อีก ถ้าหากปีกมีปัญหา เขาจะกล้าบอกหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องมีองค์กรกลางที่เป็นเจ้าภาพ ต้องเข้าไปดู

สำหรับประเทศไทยแล้วถือเป็นเรื่องแปลกเวลาที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ กลับโยนเรื่องให้หน่วยที่เกี่ยวข้องไปดูเอง ซึ่งก็ว่ากันไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้คนอื่นไปทำ ซึ่งหน่วยงานนั้นอาจจะไม่อยากทำก็ได้ เนื่องจากไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้นจึงติดขัดไปหมด

ดังนั้นหากมีพ.ร.บ.ฉบันนี้ จะทำให้เกิดเจ้าภาพ ที่เป็นคนกลาง ตั้งแต่เริ่มต้นรับเรื่องร้องเรียน แล้วไปตรวจสอบ และเวลากู้ภัยไปช่วยได้ ไปเก็บหลักฐาน จนสามารถนำไปสู่การหาผู้รับผิดชอบ จนถึงการเยียวยา สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้คิดเอง แต่ต่างประเทศเขามีหมดแล้ว

-ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องพูดคำว่า “ถอดบทเรียน” ไปอีกหลายต่อหลายครั้ง

ความจริงก็ไม่เคยถอดเลยจริง ๆ  อย่างสะพานกทม.แถวบ้านผม มี พ่อ แม่ ลูก ขึ้นไปบนสะพานที่ยังก่อสร้างกันไม่เสร็จ ตกลงมาเจ็บปางตาย แสดงว่าบทเรียนไม่เคยถอด และมีคนที่บาดเจ็บขึ้นมาอีก หรืออย่างที่ถนนพระราม 2 เป็นอย่างไรบ้าง ที่พูดว่าถอดบทเรียน แต่กลับไม่ได้ทำ เนื่องจากคนที่จะต้องถอดบทเรียนคือคนที่เกี่ยวข้องเต็มๆ   ซึ่งมันไม่มีในโลก เพราะมันเป็นผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน ดังนั้นจึงต้องมีกฎหมายฉบับประชาชนขึ้นมา ซึ่งเรากำลังทำเพื่อทุกคน

- ล่าสุดมีข้อมูลจากทีดีอาร์ไอ ชี้ว่าทุกวันนี้ยังมีจำนวนรถบัส ถึง 1 หมื่นกว่าคัน โดยที่ผ่านมาตรฐานเรื่องการลุกไหม้ เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกนั้นอีก 95 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ผ่านมาตรฐานและยังวิ่งอยู่บนท้องถนน เท่ากับว่าเรายังมีระเบิดเวลา วิ่งอยู่เต็มไปหมด

ระเบิดก็วิ่งกันอยู่อย่างนี้ เหมือนโรงงานที่เก็บสารเคมี เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลางที่จะมาทำเรื่องความเสี่ยง ความปลอดภัยในที่สาธารณะ ซึ่งควรจะมีได้แล้ว

-การผลักดันกฎหมายเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลามากน้อยแค่ไหน และจะมีอุปสรรคหรือไม่ เนื่องจากอาจจะมีคนที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย

กฎหมายนี้เป็นฉบับประชาชน ตอนนี้ได้ผ่านประธานรัฐสภาไปแล้ว มีการเปิดช่องทางให้คนไปลงชื่อ ล่าสุดได้3พันกว่าชื่อ เหลืออีกไม่ถึง 7 พันชื่อแล้ว อยากฝากให้สื่อมาเป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยขอให้ไปร่วมลงชื่อที่ ThaiPublicSafety.co.th  หากผ่านจุดนี้ไปได้ จะใช้เวลาไม่นานแล้ว

-สิ่งที่อยากเห็น ในการป้องกัน ระยะเวลาอันใกล้ ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายออกมาบังคับใช้

ผมไม่กล้าตอบเลย ที่ผ่านมาผมพูดเรื่องนี้มา 20 ปี สมัยที่ยังเป็นนายกสภาวิศกรรมสถาน และนายกสภาวิศวกร ผมเห็นความตายแบบนี้มานับไม่ถ้วน มันซ้ำซาก มาก  สำหรับระยะสั้น ผมคิดว่าไม่มีหรอก อย่างที่บอก วันนี้ต้องคิดถึงการป้องกันแบบจริงจัง แบบถาวรจริงๆ มีทางออกทางเดียว นั่นคือเรื่องของกฎหมายเท่านั้น หากไม่มีกฎหมายที่มีเจ้าภาพคนกลางมา เชื่อว่าไม่มีใครกล้าการันตีได้ ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก

-ความสูญเสียในครั้งนี้ 23ชีวิต ไม่ใช่แค่ความเสียใจ ของครอบครัวผู้ประสบเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องผลกระทบเชิงเศรษฐกิจตามมา หรือการสูญเสียบุคลากรด้านการศึกษา

เรื่องนี้จึงต้องกลัดกระดุมให้ถูกเม็ด ประเทศไทยไม่ปลอดภัย  ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องไปทัศนศึกษา แค่นั่งรถเมล์ก็เสียชีวิตได้ ลูกเดินอยู่บนฟุตปาธก็ตกท่อตายได้ ผมขับรถไปลาดกระบัง ต้องผ่านพระราม2 ซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่า จะมีอะไรมาหล่นใส่รถเราวันไหน ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่การไปทัศนศึกษาเท่านั้น ดังนั้นต้องแก้ด้วยการมีกฎหมาย และมีคนกลางที่สามารถทำงานได้เต็มเวลา

ประเทศไทยแปลกมาก เวลามีอะไรก็เชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลา ซึ่งจริงๆแล้ว หากไม่ทำงานเต็มเวลาไม่เรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านมาเมื่อมีการตั้งกรรมการ มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญแต่มาประชุมนิดเดียวก็ไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาต้องการ การทำงานที่เต็มเวลา แต่เมื่อไม่มีใครทำงานเต็มเวลา สุดท้ายก็กลายเป็นไฟไหม้ฟาง