จาก “แฟลชม็อบ” สู่ “พรรคก้าวไกล” เกมที่ถูกบีบให้เล่น !

การเมือง6 มี.ค. 2563 • 17:10 น.
จาก “แฟลชม็อบ” สู่ “พรรคก้าวไกล” เกมที่ถูกบีบให้เล่น !
กลายเป็น “ม้าตีนปลาย” แผ่วลงไปถนัดใจ สำหรับการเมือง เรื่อง “นอกสภาฯ” เมื่อกลุ่มนิสิต นักศึกษา ซึ่งพากันจัดกิจกรรมชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน ขับไล่รัฐบาล ของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและเจ้าของรหัส “สนามไชย1” ที่แรกเริ่มทำท่าว่าจะบานปลาย ด้วยเหตุที่มีสถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่โหมดคุกรุ่น เมื่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีคำสั่งให้ “ยุบพรรคอนาคตใหม่” เนื่องจากมีความผิดจากกรณีที่พรรคกู้เงินจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค ณ ขณะนั้นเป็นเงิน 191 ล้านบาท จึงเข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 เมื่อการยุบพรรคอนาคตใหม่ ปรากฎขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.พ.63 ที่ผ่านมา ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ที่หน้าตึกไทยซัมมิท อันเป็นที่ทำการพรรค ได้แปรเปลี่ยนไปสู่จุดนัดหมายเริ่มต้นของการชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผนวกกับการนับหนึ่งไล่รัฐบาล “ลุงตู่” อย่างชัดเจน ความเข้มข้น ของการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ผ่านมา ได้ใช้รูปแบบที่เรียกว่า “แฟลชม็อบ” คือการชุมนุมที่นัดหมายกันมาทำกิจกรรม แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นแยกย้ายกันกลับ ไม่มีการปักหลัก ยืนระยะจน “ยืดเยื้อ” โดยแตกต่างไปจากการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อขับไล่รัฐบาล ของกลุ่มเสื้อแดง ในนาม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช. ที่เลยไล่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” หรือ “กลุ่มเสื้อเหลือง” ในนาม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขับไล่ “รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์” หรือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือ “ม็อบกปปส.” ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ จนถึงขั้น “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” เพื่อขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แน่นอนว่าการทำแฟลชม็อบของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำท่าว่าจะเข้มข้น เพราะ “คนรุ่นใหม่” พากันตื่นตัวทางการเมืองนอกสภาฯอย่างคึกคัก และแม้จะไม่มีเงาของ “อดีตแกนนำ” ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ ทั้ง ธนาธร , ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาฯพรรค ไปร่วมด้วยก็ตาม แต่เมื่อพลังคนรุ่นใหม่ ถูกปลุกเร้าและโหมกระแสผ่านโลกโซเชียล ก็ดูเหมือนว่าจะเป็น “ปัจจัย”เพื่อเอื้อให้หล่อเลี้ยงการทำกิจกรรมอย่างกว้างขวาง ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ แต่ทั้งนี้น่าสนใจว่าในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของ “คนรุ่นใหม่” ด้วยการใช้ยุทธวิธีสร้างแฟลชม็อบ อาจยังไม่ใช่ “คำตอบ” หรือ “จุดตาย”ที่จะสามารถพิชิตรัฐบาลลงได้ แม้จะมีการชูวาระ “โค่นเผด็จการ” ด้วย “พลังนักศึกษา”ด้วยหวังว่ากงล้อประวัติศาสตร์ จะเวียนกลับไปสู่สมัยเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 16 ตุลา 2519 ก็ตามที ทว่าในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในการเมืองยุค5G ที่คนรุ่นใหม่น่าจะเป็นต่อ หากมองว่านี่คือการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการที่นำโดย นายกฯประยุทธ์ ภาพสะท้อนของ “คนยุคเก่า” ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าลึกๆแล้วการชุมนุมทางการเมืองโดยภาคประชาชน ในทุกยุค ทุกสมัยนั้นต่างฝ่าย ต่างเสื้อสีย่อมต้องอาศัย “การจัดตั้ง” ไปจนถึง “การบริหารจัดการ” การชุมนุมทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งสิ้น การเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของฝ่ายความมั่นคงโดยรัฐบาล ได้ประเมินมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะปล่อยให้กลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมแฟลชม็อบประท้วงรัฐบาลได้ต่อไป โดยจะไม่เข้าไปใช้ความรุนแรง เพราะจะส่งผลให้รัฐบาล กลายเป็น “จำเลยสังคม”ขึ้นมาทันที ! การจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ โดยแนวร่วมพรรคอนาคตใหม่ที่ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล จากที่เคยแรง มาถึงวันนี้กลับเริ่มแผ่วลงไป อย่างเห็นได้ชัดเพราะปัญหาใหญ่ ของผู้คนในสังคม กำลังตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกจากการหาทางป้องกันตัวเองจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 กันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ ในระดับ ประชาชน จนลุกลามไปยังสถานพยาบาล ตามโรงพยาบาลต่างๆที่ขาดแคลนเวชภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ ถึงขั้นมีรายงานว่า มีผู้ป่วยเข้าไปขโมยหน้ากากอนามัยกันถึงในโรงพยาบาล ดังนั้นปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงกลายเป็นเรื่องด่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน มากกว่าปัญหาทางการเมือง ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็น “เงื่อนไข” ที่ส่งผลทำให้แฟลชม็อบไล่รัฐบาล มีอันต้องสะดุด ไม่แรงเท่าที่แกนนำตั้งเป้าเอาไว้ ขณะเดียวกันเมื่อมองไปยัง ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ที่ยังเหลือรอดจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง จะต้องเร่งเข้าสู่โหมดของการขยับไปสู่ “เกมในสภาฯ” โดยปริยาย ทางแรกคือการนำส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่บัดนี้เหลืออยู่ในมือทั้งสิ้น 55 ส.ส. หลังจากที่มีส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคสีส้ม ได้ตัดสินใจ “ย้ายค่าย” ไปสมัครพรรคภูมิใจไทยกันไปแล้ว 9 คน อย่างเป็นทางการ ล่าสุดมีความคืบหน้าว่า พรรคการเมืองใหม่ที่จะเปิดตัว อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.นี้ จะใช้ชื่อ “พรรคก้าวไกล” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ เลือกกันเอาไว้หลายชื่อ ทั้ง พรรคไทยเท่าเทียม และพรรคอนาคตไทย การนำส.ส.ทั้ง55 คนที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ในสัปดาห์หน้านั้นใช่ว่าจะไม่ต้อง “ลุ้น” ว่าที่สุดแล้วในนาทีสุดท้าย จะมีส.ส.ติดตามไปเข้าสังกัดพรรคก้าวไกล ครบทั้ง 55 คนหรือไม่ แต่ถึงกระนั้น เกมนี้ก็ยังต้องจับตากันต่อไปว่า เมื่อแฟลชม็อบ ถูกบีบให้กลับไปเล่นในสภาฯ ผ่านรูปแบบของพรรคก้าวไกล ยังจะมีโอกาส “ชนะ” ได้หรือไม่ !?