"ธีระชัย" ยก "ทฤษฎีฆ่าแม่วัว" อัดรัฐบาลออกมาตรการซ้ำเติมคนไทย ธุรกิจเอสเอ็มอีกระทบหนัก
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว Thirachai Phuvanatnaranubala-ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ระบุว่า
“ทฤษฎีฆ่าแม่วัว”
? กลุ่มนายจ้างใหญ่สุดในทุกประเทศ คือธุรกิจ sme เปรียบเสมือนแม่วัว ที่ผลิตนมเลี้ยงลูก เลี้ยงคนงานและพนักงานระดับค่าแรงต่ำ กลุ่ม unskilled
ประเทศไทยโชคร้าย มีผู้นำที่ชอบออกมาตรการฆ่าแม่วัว ล่าสุดห้ามนั่งทานอาหาร/เครื่องดื่มในร้าน ให้รับกลับบ้านเท่านั้น ออกมาซ้ำเติมอีกแล้ว
ผมสังเกตว่า ขณะนี้ร้านส่วนใหญ่จัดโต๊ะเว้นห่างกันอยู่แล้ว และคนที่เข้ามานั่งทานเพียงคนเดียว และกลุ่มครอบครัวเดียวกัน ย่อมไม่เสี่ยง
ทุกวันนี้ ผมคิดว่าคนที่จะนัดบุคคลภายนอกครอบครัวไปทานอาหาร น่าจะมีน้อยมาก
มาตรการต่างๆ ที่ตัดทอนรายได้ของธุรกิจ sme ย่อมกระทบแรงงานเป็นธรรมดา
? ถึงแม้รัฐบาลจะสามารถกู้เงินมหาศาล 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชน
แต่ในเมื่อแม่วัวถูกฆ่าไปเสียแล้ว รัฐบาลที่กู้หนี้ยืมสิน มาซื้อนมเลี้ยงประชาชนที่อดอยาก ถ้าทำเป็นเวลานาน ก็ย่อมจะล้มละลาย
? นอกจากนี้ ผู้นำของไทยได้แสดงพลังศักยภาพที่จะเปิดประเทศใน 120 วัน ซึ่งแน่นอนว่า จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มาก เพราะไทยอาศัยรายได้จากท่องเที่ยวมากถึง 16% ของ จีดีพี
แต่รัฐบาลมะงุมมะงาหราเรื่องวัคซีน!
ดังนั้น ถ้าสัดส่วนฉีดวัคซีนยังต่ำ ภูมิคุ้มกันหมู่ในไทยยังต่ำ จะหวังให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจได้ยาก
และถ้าต่างชาติไม่บรรจุชื่อประเทศไทย เข้าไปในรายชื่อประเทศสีเขียว ถ้านักท่องเที่ยวเมื่อกลับไปจากไทย ยังต้องกักตัวในประเทศของเขา การท่องเที่ยวก็จะยังไม่ลื่นไหล
อีกประการหนึ่ง จะเห็นได้ว่าโควิดกลายพันธุ์ตลอดเวลา ไม่ว่าประเทศเขตร้อนหรือหนาว ประเทศร่ำรวยหรือยากจน ประเทศที่คนอยู่แออัดหรือกระจายกันตามปกติ
ดังนั้น ตราบใดที่วัคซีนยังไม่กระจายทั่วโลก โควิดกลายพันธุ์รุ่นใหม่ๆ ก็จะแวะมาเยือนไทยอยู่เรื่อยๆ
จึงมีความจำเป็นจะต้องทำให้คนไทยเรียนรู้วิถีชีวิต ที่จะอยู่ไปกับโควิดอย่างปลอดภัยไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
? ข่าวล่าสุดบ่งชี้ว่า ถึงแม้คนที่ฉีดวัคซีนประเภท mRNA ซึ่งกระตุ้นภูมิคุ้มกันแรงที่สุด ก็ยังเสียชีวิตจากโควิดเดลต้าจากอินเดีย ดังนั้น จะหวังให้วัคซีนเป็นพระเอกปราบโควิด คงไม่สำเร็จ
วิถีชีวิตที่อยู่ไปคู่กับโควิด ก็คือการกระตุ้นให้ประชาชนระวังตัวสูงสุดตลอดเวลา พร้อมแนะนำวิธีป้องกันรูปแบบต่างๆ
แต่มาตรการฆ่าแม่วัว ที่ห้ามนั่งทานอาหาร/เครื่องดื่มในร้าน มิใช่วิถีชีวิตให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะอยู่ไปคู่กับโควิด
? ตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค. ที่อยู่ในระดับสูง อาจจะทำให้รัฐบาลคลายใจ คิดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้น
อาจจะฝันว่า อีกไม่นานแม่วัวจะฟื้นคืนชีพ!
โดยสามัญสำนึก เศรษฐกิจหลังโควิดจะเป็น 90% economy ไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะคนเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต
แต่เศรษฐกิจโลกในปี 202-2021 กลับคึกคักเป็นพิเศษ เป็นเพราะเหตุใด
สาเหตุหลักเกิดจากรัฐบาลสหรัฐและยุโรปใช้จ่ายแจกเงินแก่ประชาชนอย่างหนักมือ
ประกอบกับการล็อคดาวน์ ทำให้ประชาชนใช้เงินซื้อสินค้ามากกว่าซื้อบริการ โดยเฉพาะสินค้าปรับปรุงบ้านและเครื่องใช้สำนักงานเพื่อรองรับ Work From Home
กำลังซื้อจากเงินรัฐบาลดังกล่าว ทำให้ความต้องการสินค้าจากเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวเลขส่งออกจึงสูงขึ้นอย่างน่าสบายใจ
แต่บัดนี้ การส่งออกอาจจะแผ่วลง!
? การกระจายวัคซีนทำให้คนตะวันตกกลับไปใช้ชีวิตปกติมากขึ้น ดังนั้น การใช้จ่ายจึงจะเปลี่ยนไป จากซื้อสินค้า ไปเป็นซื้อบริการ เช่น เดินทางท่องเที่ยว กินอาหารนอกบ้าน กีฬา
นอกจากนี้ เงินแจกจากรัฐบาลสหรัฐ ก็นำไปใช้จ่ายกันเกือบหมดแล้ว
กำลังซื้อของคนอเมริกันโดยรวมจะอ่อนลง จนกว่ารัฐบาลไบเดนโปรยเงินลงมาจากเฮลิคอปเตอร์รอบใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาเจรจาผ่านกฎหมายอีกหลายเดือน
สรุปแล้ว อนาคตเศรษฐกิจไทยในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า เมฆหมอกอาจจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง แต่เสียดายว่า รัฐบาลไม่ได้ทำให้ประชาชนคนไทยมีความพร้อมที่จะรับมือ
เอาแต่ออกกฎแบบทหาร เอามาตรการแบบง่ายๆ เอาชนิดที่ได้ผลเร็วทันที ก็คือฆ่าแม่วัว!
? ไม่น่าเชื่อว่า ในทางด้านการเมือง ประเทศไทยจะโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก"