"วุฒิสภา" เสนอ จ้างงานขรก.เกษียณหลังโควิด-19 หยุดระบาด หวังสอดรับสังคมผู้สูงอายุ
"วุฒิสภา" เสนอ จ้างงานขรก.เกษียณหลังโควิด-19 หยุดระบาด หวังสอดรับสังคมผู้สูงอายุ เน้นจ้างเฉพาะด้านจำเป็น-ขาดแคลน
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานเสนอวุฒิสภา เรื่อง การจ้างงานข้าราชการภายหลังเกษียณอายุ 60 ปี โดยเนื้อหาในรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้
ภายหลังจากที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ผ่อนคลาย เพื่อตอบสนองต่อสังคมสูงสัยที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงวัยในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ควรกำหนดทางเลือกให้มีการจ้างงานข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ ดังนี้
1.กรณีที่ภาครัฐมีความจำเป็นและต้องการบุคลากรด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นสาขาขาดแคลนสามารถจำแนกการปฏิบัติได้เป็น 2 แนวทาง ขึ้นอยู่กับลักษณะของสมาชิกภาพระบบบำนาญของข้าราชการคนนั้นๆ กล่าวคือ แนวทางที่ 1 สำหรับข้าราชการที่รับบำนาญแบบกำหนดสิทธิประโยชน์ในระบบเดิม ควรเป็นการจ้างงานในรูปแบบอื่น เช่น การจ้างเหมาบริการ หรือการรับงานไปทำ แนวทางที่ 2 สำหรับข้าราชการที่เป็นสมาชิกกบข.ที่ครบเกณฑ์เกษียณ สามารถใช้มาตรการขยายอายุเกษียณ เพราะนอกจากเป็นการรักษากำลังคนสาขาขาดแคลนในระแบบแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องในการรักษาความยั่งยืนทางการคลังของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
2.กรณีที่ต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความรู้ ความชำนาญและความสามรถของข้าราชการที่เกษียณอายุในกระบวนการพัฒนา ควรเป็นงานจิตอาสาเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือส่งเสริมการทำงานกับภาคเอกชน หรือเป็นงานรัฐก็ควรเป็นการข้างงานในรูปแบบอื่น
3.กรณีที่ต้องการช่วยเหลือด้านความพอเพียงของรายได้สำหรับข้าราชการที่เกษียณมีบำนาญไม่พอกับภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่ม ควรส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ โดยฝึกฝีมือเพิ่มเติม หากเป็นงานของรัฐก็ปรับรูปแบบการจ้างงานเป็นประเภทอื่น เช่น จ้างเหมา หรือรับงานไปทำ โดยรัฐช่วยอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น
4.ควรให้มีการศึกษาเพื่อปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากการศึกษาระบบคุ้มครองทางสังคมยามชราภาพพบว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชกรส่วนท้องถิ่นมาจากรายได้ของท้องถิ่น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขาดความยั่งยืนทางการคลังและกระทบต่องบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต เมื่อมีการกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้นและจำเป็นต้องมีบุคลากรเพิ่มขึ้นจึงควรมีการศึกษาเพื่อปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้มีความยั่งยืนทางการคลังและไม่สร้างภาระทางการคลังในระยะยาวต่อไป