กมธ.กฎหมาย แฉขบวนการ “พ่อทิพย์” ทะลุ 1,500 ราย จี้รัฐเร่งจัดการ อย่าดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน

การเมือง13 ส.ค. 2569 • 15:34 น.
กมธ.กฎหมาย แฉขบวนการ “พ่อทิพย์” ทะลุ 1,500 ราย จี้รัฐเร่งจัดการ อย่าดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน

กมธ.กฎหมาย แฉขบวนการ "พ่อทิพย์" ทะลุ 1,500 ราย จี้รัฐ อย่าดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน

วันที่ 13 ส.ค.69 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยนายปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมติดตามความคืบหน้ากรณี "พ่อทิพย์" หรือการสวมสิทธิ์ความเป็นพ่อเพื่อขอสัญชาติไทยให้กับบุตรของชาวต่างชาติ

นายปิยรัฐ จงเทพ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่าปัจจุบันมีเคสที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม หรือกลุ่มที่น่ากังวลว่ามีการสวมสิทธิ์พ่อทิพย์ประมาณ 1,000 ถึง 1,500 เคส เฉพาะในโรงพยาบาล 8 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยพฤติการณ์คือพ่อและแม่จริง ๆ เป็นชาวต่างชาติ แต่มีการนำชื่อชายไทยมาสวมสิทธิ์เป็นพ่อเพื่อให้เด็กได้สัญชาติไทย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าสามารถหยุดเลือดหรือสกัดกั้นเคสใหม่ ๆ ได้แล้วด้วยมาตรการที่เข้มงวดขึ้น แต่กรรมาธิการยังกังวลถึงเคสที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งเด็กได้รับสูติบัตรและสัญชาติไทยไปแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติหากมีการเพิกถอนสัญชาติ เด็กเหล่านี้จะต้องถูกส่งกลับไปดำเนินการขอสัญชาติตามพ่อและแม่ที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีกับกลุ่มพ่อทิพย์กว่า 1,000 เคสนี้กำลังประสบปัญหาใหญ่เรื่องงบประมาณ เนื่องจากต้องใช้การตรวจพิสูจน์ DNA ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3,000 บาทต่อครั้ง รวมถึงงบประมาณสำหรับพนักงานสอบสวนในการลงพื้นที่ติดตามตัว ทำให้ปัจจุบันยังไม่สามารถขยายผลได้เท่าที่ควร

นอกจากนี้ นายปิยรัฐยังระบุว่าเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนใหม่เมื่อวานนี้ พบความผิดปกติเพิ่มอีก 4 รายในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ย่านถนนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อเดิมที่ฝ่ายปกครองและตำรวจเคยตรวจสอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางคดีอย่างจริงจังกับกลุ่มนายหน้าที่ติดต่อขอจ่ายส่วยเพื่อจบเรื่องทุนจีนสีเทา และต้องสืบสวนให้ถึงตัวผู้รับเงินและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวเสริมว่า ปัญหาเรื่องนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนที่เกิดขึ้นไปแล้วจนได้สัญชาติไทย และส่วนที่เป็นมาตรการป้องกันในอนาคต ซึ่งในส่วนของเคสที่เกิดขึ้นไปแล้ว ข้อมูลจากทางการยืนยันว่ามีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำงานกันเป็นขบวนการ แต่การทลายเครือข่ายกลับทำได้เพียงแค่ระดับปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น

ทั้งที่มีข้อมูลว่าต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังไปถึง 30 ปี เนื่องจากบางเคสเด็กที่ได้สัญชาติโดยมิชอบปัจจุบันมีอายุถึง 23 ปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้หน่วยงานรัฐยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนในการคลี่คลายปัญหา ทั้งในแง่งบประมาณและการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งพบว่าข้อมูลระหว่างกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้จนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของมาตรการป้องกัน นายรังสิมันต์ระบุว่ายังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรม นอกจากการกำชับให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอและยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการหลุดรอดได้อีก กรรมาธิการจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการใน 2 มิติ คือ

1. มิติเชิงปริมาณ โดยจัดกลุ่มเสี่ยงกรณีแม่เป็นต่างด้าวแต่แจ้งพ่อเป็นคนไทยในแต่ละปีเพื่อเรียกสอบสวน และ 2. มิติเชิงคุณภาพ โดยการตรวจสอบเอกสารรายได้หรือ ภ.ง.ด. ของพ่อ เพื่อดูความสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการคลอดในโรงพยาบาลหรู ซึ่งหากข้อมูลไม่สัมพันธ์กันก็ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังพบช่องโหว่เรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่สนับสนุน เช่น กรณีที่เด็กได้รับสูติบัตรโดยไม่มีแม้กระทั่งใบแจ้งเกิด (ท.ร. 1/1) จากโรงพยาบาลมาแสดงต่อเขต ซึ่งต้องมีการขยายผลต่อไปว่าผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลเอกชนรับรู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ โดยจะเน้นการตรวจสอบจากคำให้การและเส้นทางเงินเพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ขบวนการเหล่านี้

"สิ่งที่เราต้องพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ วันนี้เราต้องพ้นระยะเวลาที่รัฐบาลดังแต่ท่อแต่ล้อไม่หมุนได้แล้ว เราเห็นภาพว่ารัฐบาลดูมีแอ็กชันต่าง ๆ แต่มันเป็นแค่การดังแค่ท่อเท่านั้น ในทางปฏิบัติการจัดการและปราบปรามมันไม่เกิดขึ้นเลย" นายรังสิมันต์ กล่าว

#พ่อทิพย์ #กมธกฎหมาย #กรรมาธิการกฎหมาย #รัฐบาล #ตรวจสอบ #การเมือง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline