กมธ.งบฯ70 สั่งแขวนงบ "กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร" พันล้าน! "ชัยวัฒน์" แฉสตง.พบลูกหนี้ทิพย์ "ชาดา" ซัดเอาเงินอุดหนุนม็อบ "เลขาฯกองทุนฯ" น้อมรับข้อหา

การเมือง14 ก.ค. 2569 • 13:24 น.
กมธ.งบฯ70 สั่งแขวนงบ "กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร" พันล้าน! "ชัยวัฒน์" แฉสตง.พบลูกหนี้ทิพย์ "ชาดา" ซัดเอาเงินอุดหนุนม็อบ "เลขาฯกองทุนฯ" น้อมรับข้อหา

"กมธ.งบประมาณปี 2570" สั่งเบรกงบ 1,089 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หลัง "ชัยวัฒน์" กางรายงาน สตง. แฉยับ! บัญชีป่วนหนัก พบลูกหนี้ล่องหนกว่า 7.7 พันล้าน แถมมีเงินลึกลับโอนเข้ากว่าพันล้านไม่ทราบชื่อผู้โอน ด้าน "ชาดา" ลั่นยอมไม่ได้ ต้องหาคนมารับผิดชอบ ซัดกองทุนไม่ช่วยแก้หนี้จริง แต่ถูกใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบเกษตรกรเดินขบวนต่อรองอำนาจรัฐ ด้านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ออกโรงแจงด่วน! เลขาธิการฯ ยอมรับระบบบัญชีมีปัญหาจริง เหตุระบบช่วงก่อตั้งไม่ครอบคลุม 81 สาขาทั่วประเทศ จนเกิดข้อมูลค้างสะสางกว่า 2 แสนรายการ ยืนยันเป็นเพียง "ความบกพร่องทางการบริหารจัดการ" ไม่ใช่การทุจริต ย้ำกำลังร่วมมือกับ สตง. เป็นพี่เลี้ยง คาดเคลียร์จบภายในเดือนกันยายนนี้

วันที่ 14 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ ที่ประชุมได้มีการตั้งข้อซักถามอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐาะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้อภิปรายถึงงบประมาณที่กองทุนฟื้นฟูฯ เสนอขอจำนวน 1,089 ล้านบาท โดยระบุว่า จากรายงานของผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าไม่สามารถให้การรับรองงบการเงินของกองทุนได้ เนื่องจากระบบบัญชีมีปัญหาขั้นรุนแรงหลายกรณี ประกอบด้วย1.เงินฝากธนาคารสับสน รายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 613 ล้านบาท มีการบันทึกรายรับ-รายจ่ายหลายประเภทปนกันในบัญชีธนาคารเดียวกัน และทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้อง ทำให้ สตง. ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินคงเหลือที่แท้จริงคือเท่าใด 2.ลูกหนี้ล่องหน 7.7 พันล้านบาท จากยอดลูกหนี้เกษตรกรทั้งหมด 8,482 ล้านบาท ตรวจสอบเอกสารหลักฐานได้เพียง 708 ล้านบาท ส่วนอีก 7,773 ล้านบาท ไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงได้ เนื่องจากกองทุนไม่ได้จัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือในวันสิ้นงวด ยิ่งไปกว่านั้น รายงานการสอบข้อเท็จจริงยังระบุชัดว่า "ลูกหนี้เกษตรกรบางรายไม่มีอยู่จริง" 3.เงินลึกลับโอนเข้า-แต่งบัญชีย้อนหลัง: พบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังนานถึง 10 ปี รวม 12 เรื่อง และมีเงินโอนเข้ามาในระบบถึง 1,262 ล้านบาท โดยงบการเงินระบุหมายเหตุระบุว่า “ไม่ทราบผู้โอน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล”

"รายงานตรวจเงินแผ่นดินบ่งบอกให้เห็นว่ามีปัญหาหนักต่อการบริหารจัดการ ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับการบริหารกองทุนนี้" นายชัยวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2542 ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินเกษตรกรกลับไม่ลดลง โดยในปี 2570 มีตัวชี้วัดว่าจะแก้หนี้ให้เกษตรกรได้เพียง 621 ราย แต่ตั้งงบสูงถึง 288 ล้านบาท อีกทั้งเงินคงเหลือของกองทุนยังลดฮวบลงอย่างน่าสงสัยจากปี 2569 ที่มี 613 ล้านบาท แต่คาดว่าจะเหลือเพียง 11.6 ล้านบาทในปี 2572

ด้าน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. ได้อภิปรายสนับสนุนความเห็นของนายชัยวัฒน์อย่างเผ็ดร้อน พร้อมเสนอให้ กมธ. สั่ง "แขวน" งบประมาณของกองทุนนี้ไว้ก่อน ว่าเมื่อ สตง. ชี้มูลความผิดชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดจึงยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี หาก กมธ. ปล่อยผ่านจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมชี้ว่าที่ผ่านมาองค์กรนี้ไม่ได้ฟื้นฟูเกษตรกรจริง แต่กลายสภาพเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ใช้การเดินขบวนมาต่อรองอำนาจรัฐ ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยไว้และต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ขณะที่ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายสำทับเห็นด้วยกับการแขวนงบดังกล่าว โดยระบุว่า ควรนำเงินกองทุนไปช่วยเกษตรกรที่เดือดร้อนจริง ๆ และควรให้เลิกพฤติกรรม "ม็อบเกษตรกรไม่มีอาชีพเดินขบวน" เพื่อมาเรียกร้องเงินกองทุนเสียที

ด้านนางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยน้อมรับข้อสังเกตจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการทุจริตภายในองค์กร ว่า ปัญหาทางบัญชีที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องด้านข้อมูลและการบริหารจัดการในอดีต ไม่ใช่เรื่องการทุจริตเงินงบประมาณแต่อย่างใด เนื่องจากนับตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนและสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรได้ในปี 2549 ด้วยการซื้อหนี้เข้ากองทุนและให้กลุ่มองค์กรกู้ยืม กองทุนมีเกษตรกรในความดูแลถึง 40,000 คน มีโครงการมากกว่า 13,000 โครงการ มีสาขาจังหวัด 81 แห่ง และสำนักงานใหญ่ยากต่อการควบคุม

ทั้งนี้ ในระยะเริ่มต้นกองทุนยังไม่มีระบบการเงินและการบัญชีที่ออกแบบมาเพื่อครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ จึงทำให้เกิดความล่าช้าและคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูล อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เริ่มแก้ไขปรับปรุงระบบใหม่มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งระบบนี้เริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2565 ทำให้สามารถติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของข้อมูลได้ดีขึ้น

เลขาธิการ กฟก. กล่าวต่อว่า จากปี 2565 จนถึงปัจจุบัน กองทุนมีรายการรับ-จ่ายสะสมที่ต้องตรวจสอบรวมกว่า 200,000 รายการ ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ตามปกติแล้ว แต่ภารกิจหลักตอนนี้คือการไล่สะสางข้อมูลทางบัญชีที่ตกค้างมาจากในอดีต

"ยอมรับว่าการบริหารจัดการในอดีตมีปัญหาจริง แต่ไม่ใช่การทุจริต ปัจจุบันเรามี สตง. เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าว่าภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีความคืบหน้าในการสะสางรายการบัญชีที่ติดขัดอยู่ได้อย่างชัดเจน" นางวรรณี กล่าว