"ศุภณัฐ" เปิดผลถกรถไฟชนรถเมล์ จี้จ่ายเยียวยา-แฉระบบจราจรล้มเหลว
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์บริเวณจุดตัดอโศก-ดินแดง โดยระบุถึงความคืบหน้าการเยียวยาผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ว่าจะได้รับเงินรวมรายละ 2,390,000 บาท แบ่งเป็นเงินจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัทประกันรวม 1,750,000 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 340,000 บาท และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอีก 300,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล 2 ราย ส่วนอีก 6 รายทางบริษัทประกันแจ้งว่าไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียชีวิต ซึ่งกรรมาธิการได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งข้อมูลให้ในที่ประชุมทันทีเพื่อดำเนินการเบิกจ่าย พร้อมทั้งให้ ขสมก. ไปพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกันเพื่อขยายวงเงินคุ้มครองผู้โดยสารในอนาคต
ในด้านการสอบสวนข้อเท็จจริง รฟท. ยืนยันว่าระบบสัญญาณไฟ 5 วาบที่ใช้อยู่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยพนักงานขับรถจะหยุดรถก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณธงแดง หรือไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดเท่านั้น ส่วนกรณีระยะเบรก รฟท. และกรมการขนส่งทางรางยืนยันตรงกันว่า รถไฟที่มีน้ำหนักบรรทุกรวมกว่า 1,700 ตัน ไม่สามารถเบรกได้ในระยะ 200 เมตรตามที่สหภาพแรงงานระบุ แต่ต้องใช้ระยะปลอดภัย (Safety Distance) ประมาณ 750 เมตรถึง 1 กิโลเมตร ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักบรรทุก หากใช้เบรกฉุกเฉิน (Emergency Brake) อาจเสี่ยงต่อการตกรางหรือพลิกคว่ำได้
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องเวลาของกล้อง CCTV ของแต่ละหน่วยงานที่ไม่ตรงกัน และ รฟท. ยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีระเบียบตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถระหว่างปฏิบัติงาน มีเพียงการตรวจตอนสมัครงานและต่อใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะต้องเร่งออกระเบียบใหม่ตาม พรบ.การขนส่งทางราง ที่เพิ่งผ่านสภาฯ
"ที่ผ่านมาปัญหาหลักคือการบังคับใช้กฎหมายไม่มีมาตรฐานชัดเจนระหว่างตำรวจกับรถไฟ เป็นเพียงแนวปฏิบัติร่วมกันว่าถ้ามีปัญหาก็ให้แจ้งผ่านวิทยุสื่อสาร เราจึงเห็นภาพนายสถานีต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่เอาไม้กั้นลง โบกธง และจัดการจราจร จนแทบจะเป็นคนจัดการทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวแล้ว และที่น่าตกใจคือแยกนี้ไม่มีกล้องตรวจจับความผิดจราจรเลย ทำให้การจับกุมทำได้น้อยมากสำหรับพื้นที่นครบาล 1 นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานครไม่ได้ถูกส่งให้ตำรวจโดยอัตโนมัติ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา ขณะที่ตำรวจเองก็มีต้นทุนการส่งใบสั่งสูงถึง 40 บาทต่อราย เมื่อเทียบกับการกระทำผิดในกรุงเทพฯ ที่สูงเกือบ 10 ล้านครั้งต่อปี สิ่งนี้สะท้อนความล้มเหลวของระบบที่หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ"
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว นายศุภณัฐระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแยกสัญญาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของช่วง Missing Link ออกจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่มีปัญหาเรื่องสัญญา เพื่อเร่งดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยด่วน หลังโครงการนี้มีแผนมาตั้งแต่ปี 2559
ส่วนกรณีข้อเสนอห้ามรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ชั้นในนั้น จากการสอบถามสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่าปัจจุบันยังเป็นเพียงขั้นตอนการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีผลปฏิบัติทันที ซึ่งตนมองว่าอาจเป็นการซื้อเวลาหรือผ่อนกระแสสังคม เนื่องจากเป้าหมายของระบบรางคือการส่งเสริมขนส่งมวลชน หากยกเลิกไปจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางของประชาชนอย่างมาก
นอกจากนี้ กรรมาธิการยังได้เรียกร้องให้กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เร่งแก้ไขระเบียบเพื่อนำเงินจากการประมูลเลขสวยมาใช้อัปเกรดอุปกรณ์สัญญาณไฟและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบบนท้องถนน มากกว่าเพียงแค่ใช้ในการศึกษาวิจัยที่ไม่มีผลลัพธ์ในการปฏิบัติจริง
ทั้งนี้ กรรมาธิการจะหาโอกาสเรียกตัวแทนจากสหภาพแรงงานมาชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาปริมาณบุคลากร และตรวจสอบภาพจากกล้อง CCTV เพื่อหาข้อสรุปว่าพนักงานขับรถอยู่ประจำตำแหน่งตลอดเวลาหรือไม่ต่อไป
"ที่ผ่านมา กทม. อ้างเรื่องการใช้ระบบ Adaptive Control หรือ AI ในการจัดการจราจร แต่ในข้อเท็จจริงพบว่าจุดตัดกำแพงเพชร 7 กับอโศกไม่มีระบบนี้ มีเพียงที่แยกเพชรบุรีเท่านั้น ทำให้ระบบไฟส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ Fix time ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องลงไปคุมหน้างานเอง และที่น่าตกใจคือแยกที่เกิดเหตุไม่มีกล้องตรวจจับความผิดจราจรเลย ทั้งที่ในพื้นที่นี้มีกล้องรวมกันเพียง 10 ตัว โดยเป็นของ กทม. 6 ตัว และ รฟท. 4-5 ตัว ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ และแม้ กทม. จะมีข้อมูลการทำผิดกฎจราจรในภาพ แต่ข้อมูลกล้อง CCTV กลับไม่ได้ถูกส่งให้ตำรวจโดยอัตโนมัติ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว การจับกุมจริงทำได้น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณการทำผิดที่เกิดขึ้น" นายศุภณัฐ กล่าว