"เทพไท" เช็กอุณหภูมิ "อนุทิน 2" เมื่อ "แลนด์บริดจ์" สะดุด บทเรียนสำคัญที่ "ทักษิณ" ต้องทบทวน
"เทพไท เสนพงศ์" นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" เจาะลึกถึงการตัดสินใจ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา "โครงการแลนด์บริดจ์" ภายใต้กรอบเวลา 90 วันโดยมี "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน กำลังส่งสัญญาณ ว่า "นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล" ต้องการ "ถอย" หรือไม่หลังจากที่มีกระแสคัดค้าน ไม่เห็นด้วย อย่างกว้างขวาง
ขณะที่การผลักดันพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยครม. "อนุทิน 2" กำลังถูกจับตาว่า เข้าข่าย "จำเป็นเร่งด่วน" มากพอหรือไม่ จนนำไปสู่การตรวจสอบของ "พรรคฝ่ายค้าน" ในสภาฯ ตามมา
นอกจากนี้ยังน่าสนใจว่าการเมืองหลัง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯได้รับการพักโทษ ในวันที่ 11 พ.ค.69นี้จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมตามมาหรือไม่ และอย่างไร รายการออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline มีสาระสำคัญดังนี้
- โครงการ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) ที่เคยถูกผลักดันอย่างหนัก จู่ๆ กลับถูกสั่งชะลอและตั้งคณะกรรมการศึกษาใหม่ 90 วัน มองว่านี่คือสัญญาณของความไม่พร้อมหรือมีนัยยะแอบแฝงอย่างไร?
ผมตั้งข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติตั้งแต่ต้น เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ชูเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายหลักหรือ "เรือธง" ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาเลย แต่กลับมาเร่งผลักดันอย่างรวดเร็วหลังรับตำแหน่ง จนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในรัฐบาลเองระหว่างคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ (ภูมิใจไทย) ที่พยายามลุยเต็มที่ กับคุณวราวุฒิ ศิลปอาชา (ชาติไทยพัฒนา) ที่ออกมาเบรกเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การตั้งคณะกรรมการที่มีคุณเอกนิติ เป็นประธานขึ้นมาศึกษาใหม่ในเวลา 90 วัน จึงเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" เพื่อลดกระแสคัดค้านและถอยมาตั้งหลัก เพราะรัฐบาลเองยังไม่ตกผลึกในข้อมูล
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนตัวประธานจากคุณพิพัฒน์ มาเป็นคุณเอกนิติเพื่อลดแรงต้านเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากภาพจำของคุณพิพัฒน์มีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนน้ำมันมาก่อน
-รายชื่อคณะกรรมการชุดนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ไม่สมดุล"
องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้มีปัญหาเรื่องสัดส่วนอย่างมาก จากสมาชิกเกือบ 30 คน มีตัวแทนจากราชการและฝ่ายการเมืองถึง 22 คน แต่มีตัวแทนภาคประชาชนเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ความขัดแย้งได้จริง เพราะกลุ่มที่คัดค้านหลักคือภาคประชาสังคมและ NGO
หากรัฐบาลจริงใจควรให้สัดส่วนภาคประชาชนครึ่งต่อครึ่ง และควรทำ "ประชามติ 3 ระดับ" เพื่อให้เกิดความชอบธรรม คือ ระดับพื้นที่ ถามคนระนองและชุมพรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ,
ระดับภูมิภาค ถามความเห็นคนภาคใต้ทั้งหมด และระดับประเทศ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนทั้งประเทศควรมีส่วนตัดสินใจ
- ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทำไมถึงมองว่าโครงการนี้อาจ "ไม่คุ้มค่า" และมีความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ?
ประเด็นแรกคือความคุ้มค่าเชิงโลจิสติกส์ การยกสินค้าขึ้นจากเรือ ลงรถไฟ แล้วไปลงเรืออีกทอดหนึ่ง อาจใช้เวลา 3-4 วัน ซึ่งพอๆ กับการแล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกาแบบเดิม ทำให้ขาดแรงจูงใจในการมาใช้บริการ
ประเด็นต่อมาคือเรากำลังเอา "รายได้ที่แน่นอน" จากการท่องเที่ยวซึ่งผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ ไปเสี่ยงกับ "รายได้ในอนาคต" ที่ยังไม่ชัดเจน
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง "ภูมิรัฐศาสตร์" โครงการระดับล้านล้านบาทที่รัฐไม่ลงทุนเองแบบนี้ มีเพียงกลุ่มทุนจาก "จีน" เท่านั้นที่มีศักยภาพทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีการขุดเจาะ ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเลี่ยงช่องแคบมะละกาที่สหรัฐฯ คุมอยู่
การที่รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่องนี้หลังการมาเยือนของ "หวังอี้" รมว.ต่างประเทศ ของจีน และท่าทีสนิทสนมของคุณอนุทิน ทำให้ถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นเพื่อตอบสนองทุนจีน ซึ่งอาจดึงไทยเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโดยไม่จำเป็น
- สำหรับประเด็น พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณมองว่ารัฐบาลกำลังทำผิดขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไร?
รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ระบุชัดว่าการออก พ.ร.ก. ต้องเป็นเหตุ "ฉุกเฉินเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" แต่คุณเอกนิติกลับชี้แจงต่อสภาว่ากู้เพื่อ "เตรียมกระสุน" ไว้รับมือวิกฤตโลกในอนาคต ซึ่งหมายความว่าวิกฤตยังไม่เกิด จึงขัดต่อหลักการความเร่งด่วนอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เงินกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในโครงการประชานิยมอย่าง "คนละครึ่ง" หรือเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งสามารถบริหารจัดการผ่านงบประมาณปกติหรือการปรับลดงบส่วนอื่นได้ การเลือกออกเป็น พ.ร.ก. แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. ถูกมองว่าเป็นการ "มัดมือชก" เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบรายละเอียดโครงการในสภา เปิดช่องให้มีการหมกเม็ดโครงการเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ง่ายกว่า
- บทบาทของคุณทักษิณ ชินวัตร หลังการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยอย่างไร?
กรณีการติดกำไล EM สะท้อนถึง "การเปลี่ยนขั้วอำนาจภายใน" เดิมทีตอนคุณเศรษฐาเป็นนายกฯ และลูกน้องเก่าคุมกระทรวงยุติธรรม คุณทักษิณไม่ต้องติดกำไล แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงยุติธรรม สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป มีการใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดข้อครหาและอาจเป็นการดิเครดิตทางการเมืองไปในตัว
สำหรับอนาคต หากคุณทักษิณยังเลือกที่จะ "เปิดหน้า" เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเปิดเผย เขาจะกลายเป็นเป้าโจมตีและสร้างแรงเสียดทานให้รัฐบาลทันที
ทางออกที่ดีที่สุดคือคุณทักษิณ ควรเป็น "นายใหญ่" ที่อยู่เบื้องหลังเหมือนที่เนวินเป็น "ครูใหญ่" เพราะถ้าเขาลดบทบาทลง เป้าหมายการตรวจสอบของสังคมจะย้ายไปที่ "ขบวนการสีน้ำเงิน" (ภูมิใจไทย) แทน ซึ่งกำลังถูกจับตามองในฐานะขั้วอำนาจอนุรักษนิยมใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่ระบอบทักษิณในอนาคต