บิ๊กตู่ไม่ประกาศฉุกเฉิน

การเมือง24 มี.ค. 2563 • 00:10 น.
บิ๊กตู่ไม่ประกาศฉุกเฉิน
พิษโควิด-19ระบาดหนัก ! “บิ๊กตู่” ลุยงานเหลื่อมเวลาหามาตรการรองรับปชช.แห่กลับภูมิลำเนา-คนว่างงาน ยังไม่ประกาศ “พรก.ฉุกเฉิน” ด้าน “ทำเนียบฯ” คุมเข้มสื่อฯ ห้ามรุมสัมภาษณ์“นายกฯ-ครม.” พร้อมเตรียมห้องประชุมครม.ผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ ป้องกันเชื้อระบาด ขณะที่ “กสม.”ออกโรงจี้ “นายกฯ” แก้ปัญหาการสื่อสารภาวะวิกฤติ แนะเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ “ปิดห้าง-สถานบันเทิง” ระบุหากต้องล็อคดาวน์ควรมียุทธบริการรอบครอบ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23มี.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า นายกฯได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ ภายในทำเนียบฯ ในเวลา 10.40 น. ซึ่งเป็นวันที่สองที่เข้าปฎิบัติหน้าที่ในช่วงสาย ซึ่งคาดว่าเป็นการเหลื่อมเวลาการทำงานของตัวเอง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้อง มาปฎิบัติหน้าที่ตั้งแต่ช่วงเช้าหรือผลัดเวลาการทำงาน ทั้งนี้ ในเวลา 14.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือถึงมาตรการต่างๆ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด รวมทั้งมาตรการการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องหยุดหรือพักงานในช่วงที่มีมาตรการป้องกัน อีกทั้งแรงงานนอกระบบที่ตื่นตระหนกอย่างมาก ส่วนกระแสข่าวที่จะมีการประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน (พ.ร.ก.) จะยังไม่มีการประกาศใช้แต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 24มี.ค.นี้ คาดว่าจะมีการประชุมครม.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.) ได้จัดเตรียมห้องที่จะใช้ประชุมวีดิโอคอนเฟอร์เร้นท์ไว้แล้วโดยนายกฯจะนั่งอยู่บนห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ ส่วนรองนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯที่มีห้องทำงานอยู่ในทำเนียบฯ จะใช้ห้อง 301 บนตึกบัญชาการ1ร่วมประชุม ส่วนเลขาฯครม.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)จะประจำอยู่ที่ตึก สลค. ส่วนรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจะให้นั่งประชุมอยู่ที่กระทรวงของตนเอง นอกจากนี้ ทางสำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกฯ ได้ออกประกาศมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส กับสื่อที่เข้ามาปฏิบัติงานในทำเนียบฯ โดย1.กำหนดจุดสัมภาษณ์นายกฯ ครม.และผู้บริหารจำนวน 3 จุด คือ บริเวณ หน้าตึกบัญชาการ 1,2. ตึกนารีสโมสร และตึกสันติไมตรี 2.ห้ามสื่อเดินตามวิ่งตาม หรือรุมล้อม นายกฯและครม. เพื่อขอสัมภาษณ์ 3.ห้ามสื่อเข้าตึกบัญชาการ ตึกสันตีไมตรี ยกเว้นมีการเชิญเข้าไปทำข่าว เป็นครั้งคราว 4.ขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ประจำอยู่ในสถานที่ทำงานของสื่อที่จัดไว้ให้ทั้ง 3 แห่ง เป็นหลัก 5.สำนักโฆษกจะกำหนดจุดสำหรับการบันทึกภาพ และให้สื่อบันทึกภาพ ในจุดที่กำหนดเท่านั้น 6.ดำเนินการตรวจคัดกรองสื่อที่เข้ามาปฏิบัติงานในทำเนียบฯ โดยการวัดอุณหภูมิและใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ และพ่นเชื้อสถานที่ทำงาน สัปดาห์ละ2ครั้ง(ทุกวันพุธช่วงเย็นและวันอาทิตย์) ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่องสถานการณ์การแพร่ระ บาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ฉบับที่ 2 โดยเสนอให้นายกฯ มีอำนาจเต็มในการแก้ปัญหา ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและควรวางแนวทางการจัดการ “การสื่อสารในภาวะวิกฤติ” อย่างเป็นระบบการเผยแพร่คำสั่ง หรือมาตรการใดๆ ควรออกมาจากแหล่งเดียวกัน เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนสับสน รวมทั้งกรณีการสั่งปิดสถานที่ควรกำหนดมาตรการเยียวยาอย่างเป็นธรรม แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและหากจะพิจารณาปิดเมืองหรือ“ล็อคดาวน์”มาใช้ในพื้นที่ ควรระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยุทธการดังกล่าว นอกจากนี้ประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อเสนอหรือมาตรการของรัฐบาล ทีมแพทย์ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมมือกันป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19