“เรืองไกร” ร้อง กกต. ตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง เข้าข่ายผิด พรป.พรรคการเมือง ม.57 หรือไม่
"เรืองไกร" ร้อง กกต. ตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง เป็นไปตาม พรป.พรรคการเมือง ม.57 หรือไม่
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 69 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้เวลาประมาณ 13.00 น. ตนต้องไปให้ถ้อยคำต่อสำนักสืบสวนสอบสวน กกต. ชั้น 4 เรื่องกล่าวหาพรรคการเมืองหนึ่ง กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92(2) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ก่อนให้ถ้อยคำ ตนจะไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง เพื่อขอให้ กกต. ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ในคำร้องมีความเป็นข้อ ๆ ดังนี้
ข้อ 1. ตามข่าวประชาสันพันธ์เลขที่ 90/2569 ลงวันที่ 26 มกราคม 2569 กกต. ได้แจ้งข่าวโดยมีความบางส่วน ดังนี้
“... ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่จัดส่งนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 51 พรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง
แต่เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นสมควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเสร็จแล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประชาชนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป
ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาของพรรคการเมือง โดยสแกน QR Code ด้านล่าง”
ข้อ 2. เมื่อสแกน QR Code มาตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองที่แจ้งต่อ กกต. อาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามที่ปราศรัยหรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน
ข้อ 3. ตัวอย่างเช่น พรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 5 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงมีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนไว้มากกว่าสิบนโยบาย ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ thethaiger เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 หัวข้อ รวมนโยบาย สุดล้ำ “เต้ มงคลกิตติ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคทางเลือกใหม่ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ) หรือ พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 4 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงพบว่า มีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนถึงนโยบายที่ 5 ไว้เพิ่มเติม ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ siamrath เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 หัวข้อ "พล.อ.รังษี" ชูนโยบายพรรคเศรษฐกิจ ลดค่าไฟเหลือ 2.80 บาท ควบรวม 3 การไฟฟ้า-ฟันคอร์รัปชัน (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)
ข้อ 4. จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป
ข้อ 5. หาก กกต. ตรวจแล้วพบว่า นโยบายใดของพรรคการเมืองใด เข้าข่ายหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันอาจฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) ขอให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย