"พีระพันธุ์" เยือนสันติอโศก-หมู่บ้านสหกรณ์ ชูนโยบายลดค่าพลังงาน เพิ่มคุณภาพชีวิต มั่นใจ รวมไทยสร้างชาติทำได้

การเมือง11 ม.ค. 2569 • 12:07 น.
"พีระพันธุ์" เยือนสันติอโศก-หมู่บ้านสหกรณ์ ชูนโยบายลดค่าพลังงาน เพิ่มคุณภาพชีวิต มั่นใจ รวมไทยสร้างชาติทำได้

11 ม.ค.69 กรุงเทพฯ - บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย "ป้อมเป็นต่อ" นางสาวชัญญาพัชญ์ ธนโชติสวัสดิพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 15 คันนายาว บึงกุ่ม เบอร์ 4 เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยเริ่มเดินรณรงค์หาเสียงบริเวณตลาดบุญนิยมสันติอโศก ต่อเนื่องไปยังตลาดเช้าหมู่บ้านสหกรณ์ ซึ่งมีประชาชนและกลุ่มแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาขอถ่ายรูปและทักทายอย่างเป็นกันเอง เนื่องจากคุ้นหน้าคุ้นตาจากผลงานที่ปรากฏผ่านสื่อ

ในระหว่างการเดินตลาด นายพีระพันธุ์ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่สะท้อนปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ย้ำนโยบายการจัดการพลังงานที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว เช่น การตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งปัจจุบันขยับขึ้นไปถึง 480 บาท โดยมั่นใจว่าหากได้กลับมาทำต่อจะปรับลดลงให้ต่ำกว่าเดิมตามต้นทุนจริงที่ลดลง รวมถึงการตั้งเป้าลดค่าไฟฟ้าให้ไม่เกิน 3.30 บาทต่อหน่วย และการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 25 บาทต่อลิตร

นอกจากประเด็นพลังงาน นายพีระพันธุ์ยังได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจชาวบ้านที่มุ่งเน้นการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนโดยตรง เช่น การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 800 บาท เป็น 1,500 บาทต่อเดือน และนโยบายแก้ปัญหาหนี้ กยศ. โดยเปลี่ยนจากการฟ้องร้องเป็นการใช้หนี้ด้วยการทำงานสังคมแทน เพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้นำความรู้กลับมาพัฒนาชุมชน

ในส่วนของปัญหาที่ดินทำกิน พรรคมีนโยบายจัดตั้งศาลที่ดินเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับรัฐหรือนายทุน โดยให้ศาลเป็นผู้ตัดสินอย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องพึ่งพาทนายความ เพื่อความยุติธรรมและรวดเร็ว สำหรับการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและอาชญากรรมไซเบอร์ นายพีระพันธุ์เสนอลงโทษขั้นเด็ดขาดถึงขั้นประหารชีวิตสำหรับพวกทุนเทาสแกมเมอร์ และมีแนวคิดเปลี่ยนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ร้างกลางอ่าวไทยให้เป็นคุกกักขังผู้กระทำผิด เพื่อความมั่นคงและไม่ต้องลงทุนสร้างคุกใหม่

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านจันทร์ ที่พุทธสถานสันติอโศก ย่านชุมชนสันติอโศก ซึ่งสะท้อนความผูกพันกับชุมชนสายบุญ โดยท่านจันทร์ได้ให้พรและกล่าวถึงนายพีระพันธุ์ว่า

"ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่เดินทางไปร่วมงานเผาสรีระสังขารพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 อาตมายังจำได้ว่าเจ้าหน้าที่จำท่านไม่ได้และห้ามท่านเข้างาน แต่ท่านก็นั่งซ้อนท้ายรถปิกอัปซ้อนท้ายรถสองแถวเข้าไปวางไม้จันทน์จนได้ อาตมาขอโมทนาสาธุและขอให้ท่านเจริญก้าวหน้าในกุศลธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดไป เมื่อพูดถึงความเด็ดขาด ก็นึกถึงคำสอนของพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ที่ว่า ผู้ไม่ประสบผลสำเร็จ คือผู้ที่เด็ดไม่ขาด แต่ผู้ที่ถึงจุดสุดยอดฉลาด คือผู้ที่ขาดละทิ้งได้จริงโดยไม่ต้องเด็ด"

ด้านนายพีระพันธุ์กล่าว "ต้องขอบคุณท่านจันทร์และพี่น้องชาวสันติอโศกทุกท่านที่ให้ความกรุณากับผมตลอดมาครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสไปร่วมงานสลายสรีระของพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ในวันนั้น ผมตั้งใจไปจริง ๆ แม้ช่วงที่เป็นรัฐมนตรีภารกิจจะเยอะมาก แต่ตั้งใจว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้ เมื่อไปถึงผมก็เป็นคนธรรมดา ไม่เคยไปแสดงตัวว่าเป็นรัฐมนตรีหรือขอสิทธิพิเศษอะไร น้อง ๆ เจ้าหน้าที่ที่นั่นเขาจำผมไม่ได้และห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่ แต่ผมก็ขออนุญาตเขาจนเขากรุณาให้ผมซ้อนรถสองแถวเข้าไปในงานวันนั้นครับ ผมเป็นคนไม่ชอบแสดงตัว ชอบทำตัวปกติธรรมดา ตลอดชีวิตการเมืองกว่า 30 ปี ผมยึดแนวทางตามที่พ่อสอนเสมอว่า หากมีความรู้ความสามารถ อย่าใช้แค่เพื่อตัวเอง แต่ต้องรู้จักช่วยคนอื่น ผมจึงตัดสินใจลาออกจากผู้พิพากษามาทำงานการเมืองเพราะอยากช่วยชาติบ้านเมือง

ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีพลังงาน 2 ปี ผมไม่เคยขึ้นราคาแก๊สหุงต้มเลย โดยตรึงไว้ที่ 423 บาทต่อถัง และปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาเหลือ 3.94 บาท พร้อมลดหนี้ กฟผ. ได้กว่า 5 หมื่นล้านบาท ผมอยากกลับมาทำงานเหล่านี้ให้จบ โดยเฉพาะการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่ตั้งเป้าให้เหลือ 25 บาทต่อลิตร ซึ่งผมมั่นใจว่าทำได้จริง นโยบายทั้งหมดของพรรครวมไทยสร้างชาติทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อส่วนตัว ผมตั้งใจทำพรรคสีขาวที่ไม่รับทุนเทาและเดินตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองครับ”

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้รับฟังปัญหาเฉพาะหน้าจากชาวบ้านในพื้นที่ เช่น อันตรายจากการข้ามถนนบริเวณหน้าตลาดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งนายพีระพันธุ์ได้แนะนำแนวทางการประสานงานกับกรุงเทพมหานครและตำรวจจราจรเพื่อจัดทำทางม้าลายและระบบความปลอดภัยอย่างเป็นระบบตามประสบการณ์การเป็น สส. มายาวนาน

บรรยากาศโดยรวม ประชาชนจำนวนมากต่างส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจ “ลุงพี” ให้กลับมาบริหารประเทศเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 ในบัตรสีชมพู และผู้สมัครเขตเบอร์ 4 ในบัตรสีเขียว เพื่อสานต่อนโยบายที่ทำได้จริงและเด็ดขาดในการแก้ปัญหาของชาติ