"อ.พิชาย" เปิดแผลใหญ่ประเทศ วิเคราะห์ 4 อำนาจ ทำไทยติดหล่มการเมือง

การเมือง4 ธ.ค. 2568 • 01:37 น.
"อ.พิชาย" เปิดแผลใหญ่ประเทศ วิเคราะห์ 4 อำนาจ ทำไทยติดหล่มการเมือง

วันที่ 4 ธ.ค.68 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต  อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ภาพถ่ายไม่กี่ใบที่เผยแพร่สู่สาธารณะวานนี้

โต๊ะไวน์หนึ่งตัว ห้องอาหารสว่างนุ่มนวล และชายหลายคนยืนเรียงกันหน้าประตูโรงแรม

หากแยกออกจากบริบท มันอาจเป็นเพียงภาพงานเลี้ยงธรรมดา แต่เมื่อรวมเข้ากับโครงสร้างการเมืองไทย มันกลับทำหน้าที่เสมือน “ผังเครือข่ายอำนาจ” ที่ไม่ได้เขียนด้วยเส้นสี แต่ด้วยร่างของผู้คนที่ยืนอยู่ใกล้กัน

นี่คือบทละครของ การบรรจบของจตุอำนาจ ที่ครอบไทยมานานหลายทศวรรษ

1. นักการเมืองบ้านใหญ่: อำนาจจากพื้นที่ สู่การต่อรองระดับชาติ

นักการเมืองบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดจากพรรคการเมือง แต่เกิดจาก “พื้นที่” แห่งเครือญาติ ผู้รับเหมางานรัฐ และ ระบบเลือกตั้งที่ให้รางวัลกับการครองพื้นที่อำนาจของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นโยบาย แต่อยู่ที่ ทรัพยากรและความจงรักภักดี คือรูปแบบการเมืองที่ยังขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายกำนัน–อบต.–ผู้รับเหมาท้องถิ่น ไม่ใช่ระบบสถาบันแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ เมื่อบ้านใหญ่เข้าสู่ระดับชาติ ผลลัพธ์คือรัฐบาลที่ยึดโยงกับการต่อรองมากกว่าการปฏิรูป นโยบายจึงกลายเป็นพื้นที่ต่อรอง ไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหา

2. นายพล: ผู้คุมกติกา และผู้ดูแล “ความมั่นคงเชิงการเมือง”

ไทยมีนายพลมากกว่าที่มีข้าราชการพลเรือนระดับสูง อำนาจความมั่นคงไทยไม่ได้อยู่แค่ในค่ายทหาร แต่อยู่ใน “ระบบคิด” ที่เชื่อว่า ประเทศต้องถูกดูแลด้วยมือแข็ง เพราะประชาชน “ไม่น่าไว้ใจ” และนักการเมือง “ไม่น่าเชื่อถือ” นายพลจึงทำหน้าที่ไม่ใช่แค่ป้องกันประเทศ แต่เป็นผู้จัดระเบียบทางการเมืองเป็นระยะ และคอยเฝ้าไม่ให้อำนาจใดเติบโตจนเกินควบคุมพวกเขาเป็น ตัวกลาง ระหว่างทุนใหญ่ นักการเมืองบ้านใหญ่ และเครือข่ายความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะชายแดนไทย–กัมพูชา–ลาว–เมียนมา ที่เป็นประตูเชื่อมทุนเทาข้ามชาติ

3. นายทุนผูกขาดสัมปทาน: อำนาจที่มองไม่เห็น แต่ชี้เป็นชี้ตายได้

เมื่อมองการเมืองไทยให้ทะลุโครงสร้าง จะเห็นว่าอำนาจที่แท้จริงจำนวนมากตั้งอยู่ใน “พลังงาน–โครงสร้างพื้นฐาน–สัมปทาน” ข้ามผ่านรัฐบาลทุกรัฐบาล และดำรงอยู่เหนือวัฏจักรเลือกตั้ง ทุนผูกขาดในไทยไม่ใช่แค่ทำธุรกิจ แต่เป็น โครงสร้างผูกขาดเชิงรัฐศาสตร์ ที่มีบทบาททั้งในนโยบาย การตั้งคนในกระทรวง และการจัดสรรวงเงินงบประมาณ เมื่อทุนผูกขาดจับมือกับนักการเมืองบ้านใหญ่ นโยบายจึงกลายเป็นการกระจายผลประโยชน์ มากกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจให้แข่งขันได้จริง

4. ทุนเทาข้ามชาติ: พรมแดนใหม่ของอำนาจที่รัฐไทยตอบไม่ได้

ทุนเทาสมัยใหม่ไม่ใช่พ่อค้ายา แต่คือ FinTech ปลอม – อสังหาไฮเอนด์ – การบินส่วนตัว – โกดังลอจิสติกส์ – เกมพนันออนไลน์ – Crypto laundering ศูนย์กลางอยู่ในกัมพูชา–เมียนมา ปลายทางเงินอยู่ทุกประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย

ทุนเทาเข้ามาในไทยได้เพราะสามเงื่อนไข: ช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล ความสัมพันธ์เชิงสังคมกับนักการเมือง–นายพลบางกลุ่ม ความต้องการเม็ดเงินมหาศาลในการเคลื่อนเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์ พวกเขาต้องการ “ความเป็นมิตร” กับผู้มีอำนาจในไทย เพื่อเคลื่อนย้ายเงิน ลงทุน ปลอมตัวเป็นธุรกิจ และป้องกันการถูกตรวจสอบ

ภาพถ่ายของคนหลายกลุ่มยืนหรือกินข้าวด้วยกัน จึงกลายเป็นวัตถุดิบให้สังคมตั้งคำถาม แม้ภาพจะไม่ใช่หลักฐานความผิดใดๆ แต่มันสะท้อนปัญหาโครงสร้างใหญ่กว่า: รัฐไทยเป็นพื้นที่ที่ทุนข้ามชาติเข้าถึงง่ายเกินไป ขณะที่ประชาชนเข้าถึงรัฐได้ยากที่สุด

5. เมื่อสี่อำนาจมาบรรจบ: โครงสร้างการเมืองไทยจึงเดินวนอยู่ในสามเหลี่ยมมรณะ

การบรรจบของ บ้านใหญ่ – นายพล – ทุนผูกขาด – ทุนเทา ทำให้การเมืองไทยอยู่ในสภาพดังนี้:

นโยบาย = การต่อรองผลประโยชน์ ไม่ใช่ผลประโยชน์สาธารณะ

รัฐบาล = พันธสัญญาของเครือข่าย ไม่ใช่สัญญาของประชาชน

ความมั่นคง = การควบคุมนักการเมือง ไม่ใช่การคุ้มครองประชาชน

เศรษฐกิจ = การเปิดพื้นที่ให้ทุนใหญ่ไม่ใช่การแข่งขันเสรี

เมื่อ 4 องคาพยพนี้รวมกัน ประเทศจึงเหมือน “เครื่องจักรที่ซ่อมไม่ได้” เพราะคนที่มีอำนาจในการซ่อม เป็นคนเดียวกับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความพังนั้นเอง

6. ภาพที่เห็น = สัญลักษณ์ของรัฐไทย

ภาพไม่ได้บอกว่าใครทำผิด แต่มันบอกว่า “โครงสร้างอำนาจไทยเปิดพื้นที่ให้คนต่างโลกมานั่งโต๊ะเดียวกันได้โดยง่าย ขณะที่ประชาชนต้องต่อคิว 4 ชั่วโมงเพื่อตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลรัฐ นี่คือโครงสร้างที่กำลังถล่มเราทุกวัน มากกว่าน้ำท่วมหรือเศรษฐกิจตกต่ำเสียอีก บนโต๊ะอาหารหนึ่งตัว ไวน์หนึ่งแก้วและใบหน้าที่ยิ้มหยอกกล้อง

เราไม่ได้เห็นคนแต่เห็นโครงสร้างอำนาจทั้งสี่ปีก ที่ห่อหุ้มประเทศไทยเหมือนกรงที่มองไม่เห็น บ้านใหญ่ถือกุญแจในชนบท นายพลถือกุญแจความมั่นคง ทุนผูกขาดถือกุญแจงบประมาณ ทุนเทาข้ามชาติถือกุญแจเงินไหลออกนอกระบบ เมื่อกุญแจทั้งสี่ดอกมาอยู่ในมือเดียวกัน ประชาธิปไตยก็กลายเป็นเพียงฉากหลัง เหมือนผนังสว่างในภาพ ที่ไม่มีใครสนใจมันอีกต่อไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง