"ดร.ปณิธาน" ชี้ "หาดใหญ่พังยับ" สะท้อนปัญหาความเชื่อใจ–การเตรียมพร้อมรัฐ

การเมือง28 พ.ย. 2568 • 11:21 น.
"ดร.ปณิธาน" ชี้ "หาดใหญ่พังยับ" สะท้อนปัญหาความเชื่อใจ–การเตรียมพร้อมรัฐ

วันที่ 28 พ.ย.68 รองศาสตราจารย์ ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn หลังให้ความเห็นในรายการ คมชัดลึก ทางช่อง NationTV22 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง “หาดใหญ่” พังยับ ใครรับผิดชอบ โดยระบุว่า ในยามวิกฤต ทำไมบางรัฐบาลทำได้ดีกว่าบางรัฐบาล ทำไมบางคนรอดตัวแต่บางคนไม่รอด และใครจะรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

1. คำตอบก็คงจะมีมากมายหลากหลาย และคงอีกหลายปีกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจน เช่น น้ำฝนมีปริมาณมากกว่าปีก่อน ๆ บ้านเมืองขยายมากจนปิดทางระบายน้ำ ความมีประสิทธิภาพ ความประมาทเลินเล่อ ปัญหางบประมาณหรือการรั่วไหล การขาดกำลังพล ขาดความพร้อม ขาดเอกภาพ หรือผู้นำที่ดี หรือไม่ก็เป็นเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เป็นต้น

2. นอกจากเหตุผลต่างๆ ข้างต้นแล้ว ก็ยังมีปัจจัยสำคัญบางประการที่ทำให้แต่ละวิกฤตมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย คือ:

1) ไม่เชื่อใจใคร - ในส่วนของภาครัฐ ถ้าผู้มีอำนาจไม่ฟังคนรอบข้างมากเกินไป หรือเชื่อใจคนของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว หรือพึ่งพาคนที่อยู่ใต้อำนาจเป็นหลัก หรือหลงไหลไปกับเสียงที่เชียร์ตนเอง และที่สำคัญ ไม่เชื่อถือข้อมูลจากระบบที่ล้าหลัง แต่ตรวจสอบและแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตัวเองแล้ว ก็คงจะไม่เกิดวิกฤตไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

ในส่วนของภาคประชาชนและสังคม ถ้าไม่ประมาท ไม่ฝากชีวิตไว้กับคนที่ไม่น่าไว้ใจหรือไม่มีความสามารถ และเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติต่าง ๆ ด้วยตัวเองในขั้นต้นไปก่อน ก็จะพอเอาตัวรอดไปได้บ้าง อย่างที่เคยเห็นมาแล้วในอดีต

2) ไม่ไว้ใจธรรมชาติ - ทุก ๆ ปี ผลกระทบจากหายนะสิ่งแวดล้อมนั้นดูจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนของพายุฟ้าฝน ปกติก็ต้องตั้งเค้ามานับวันนับชั่วโมง ซึ่งก็พอให้เห็นอยู่ในระบบพยากรณ์ออนไลน์สมัยใหม่ ดังนั้น เราจึงมีเวลาเตรียมตัวรับวิกฤตน้ำกันอย่างน้อย ๆ ก็นับชั่วโมง

บางรัฐบาลก็เตรียมตัวล่วงหน้าได้ไม่แย่นัก บางรัฐบาลก็มีเอกภาพ เข้าใจสายงานหรือสายบังคับบัญชาในยามวิกฤตหรือทำงานเชิงรุกได้ดี บางรัฐบาลก็มีเครือข่ายท้องถิ่นที่เข้มแข็งอยู่ในพื้นที่หรือมีผู้นำในยามวิกฤตที่ดีกว่าบางรัฐบาล ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่าในบางช่วงบางสมัย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากวิกฤต อยู่ในกรอบที่รับกันได้ และไม่มีใครต้องบผิดชอบแต่เพียงลำพัง

ในเรื่องการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำท่วมนั้น ในอดีต จะเห็นได้ว่าบางรัฐบาลมีการตรวจสอบข้อมูลน้ำอย่างละเอียดและรอบคอบ มีการกระตุ้นเตือนและสนับสนุนให้ท้องถิ่นเตรียมตัวป้องกันภัยล่วงหน้าก่อน และมีการประเมินว่าปริมาณน้ำคงจะมีเยอะมากเท่า ๆ หรือมากกว่าในปีที่เคยท่วมสูงสุด และมีการสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำเกือบ 40 หน่วยงานให้เตรียมพร้อม รองรับ และป้องกันสถานการณ์วิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ตั้งแต่ต้น

และในขณะที่ต้องดำเนินการบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้น บางรัฐบาลก็ใช้กฏหมายปกติเป็นหลัก บางรัฐบาลก็ใช้กฏหมายพิเศษเพิ่มเติม บางรัฐบาลก็ใช้อำนาจบริหารวิกฤตซ้อนทับกัน บางรัฐบาลก็มีคนเก่ง ๆ แบบ Superhero มาช่วย บางรัฐบาลก็พึ่งพาอาศัยเครือข่ายมูลนิธิและอาสาสมัครท้องถิ่นที่เข้มแข็งเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ต่าง ๆ กันไป

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตนั้น ภาครัฐและภาคประชาสังคมจะประกอบพลังกันอย่างไรให้ดีและมีเอกภาพเพื่อช่วยเหลือประชาชนและประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่แบ่งหรือแยกอำนาจเป็นชั้น ๆ หรือแยกส่วนกันแย่งงานกันทำ ซึ่งทั้งนี้ ก็แล้วแต่ความสามารถของผู้นำในขณะนั้นที่จะต้องจัดระเบียบและโครงสร้างของการบริหารวิกฤตให้ดี (รับฟังรายละเอียดเรื่องอำนาจแบบขนม 3 ชั้นที่ทับซ้อนกันได้ในคลิปรายการข้างล่างครับ)*

3) ไม่พึ่งใครเกินไป - ในอดีตก่อนเข้าหน้าฤดูกาลที่จะมีวิกฤต เช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูแล้ง หรือฤดูกาลอื่น ๆ เช่น เทศกาลท่องเที่ยว ประชาชนบางกลุ่มบางพวกก็จะหาทางหนีทีไล่ไว้ด้วยตนเอง (เช่นในหลายประเทศ ประชาชนก็เตรียมตัวกันเองก่อนได้ดีมาก) เช่น สำรองน้ำ อาหาร ยา และอื่น ๆ ที่จำเป็น โยกย้ายที่อยู่หรืออพยพผู้ป่วยผู้สูงอายุออกจากพื้นที่ล่วงหน้า ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ตลอดจนซักซ้อมและวางแนวทางป้องกันชุมชน ที่อยู่อาศัยของตน ให้พร้อมรับกับสภาวะวิกฤตตามฤดูกาลที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าบางครั้งจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการแย้งว่าไม่น่าจะต้องทำ เพราะในที่สุดแล้ว หลายคนก็ทราบดีว่าไม่มีใครที่ไหนจะมาช่วยตนเองและครอบครัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้ดีเท่ากับตัวเราเอง เพราะถือว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"

3. สรุป ความเสียหายและสูญเสียที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ เป็นฝันร้ายที่เป็นจริงและจะอยู่ในความทรงจำของเราหลายคนไปอีกนาน โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่สูญเสียนั้น จะไม่มีอะไรไปทดแทนหรือลบเลือนความทรงจำอันเลวร้ายนี้ได้ตราบชั่วนิจนิรันดร์

ที่น่าห่วงที่สุดก็คือ ในอนาคตก็คงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้อีกหากไม่ได้มีการเรียนรู้และหาทางป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วิบัติเช่นนี้อย่างจริงจัง

* รับฟังรับชมความเห็นในประเด็น "อำนาจบริหารวิกฤตแบบขนม 3 ชั้น : ใครใหญ่ที่สุด" ได้ในคลิปรายการคมชัดลึกข้างล่างนี้ได้ครับ https://www.youtube.com/watch?v=ME0SG3Iju-8