"วรภัค" ชี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิลด์แบงก์ เป็นโอกาสสำคัญแสดงบทบาทประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลก

การเมือง18 ต.ค. 2568 • 09:54 น.
"วรภัค" ชี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิลด์แบงก์ เป็นโอกาสสำคัญแสดงบทบาทประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลก

วันที่ 18 ต.ค.2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุกส่วนตัว Vorapak Tanyawong ระบุว่า "สัปดาห์นี้มีการประชุมประจำปีของ World Bank และ IMF ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของระบบการเงินระหว่างประเทศ และในปีหน้า เดือนตุลาคม 2026 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจำปีของ World Bank IMF

ในโอกาสนี้ ผมจึงอยากเล่าถึงประวัติความเป็นมาและบทบาทของสององค์กร “เสาหลัก” ด้านการเงินการคลังของโลก ซึ่งส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย

1. จุดเริ่มต้นของระบบ Bretton Woods

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1944 ประเทศต่าง ๆ ได้ประชุมกันที่ Bretton Woods สหรัฐอเมริกา เพื่อวางระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ผลจากการประชุมนี้คือการก่อตั้ง 2 สถาบันการเงินสำคัญ ได้แก่

• IMF (International Monetary Fund)

• World Bank (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD)

ทั้งสององค์กรมีภารกิจต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน โดย IMF มุ่งสร้างเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะที่ World Bank มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

2. IMF: กลไกรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

IMF ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินของประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกจะนำเงินสำรองมาสมทบเป็น “quota” ซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับการกู้ยืมและกำหนดสิทธิออกเสียง ภารกิจหลักคือช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน เช่น ค่าเงินผันผวนหรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

ประเทศไทยเคยใช้กลไก IMF อย่างมีนัยสำคัญในช่วง วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เมื่อค่าเงินบาทถูกโจมตีและต้องลอยตัว ประเทศไทยจึงเข้ารับความช่วยเหลือจาก IMF วงเงินกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ Stand-By Arrangement เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นทางการเงินระหว่างประเทศอีกครั้ง

ปัจจุบัน IMF ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารความเปราะบางทางการคลัง การเฝ้าระวังความเสี่ยงทางการเงิน และการสนับสนุนประเทศสมาชิกในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

3. World Bank: กลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ

World Bank มีภารกิจหลักในการสนับสนุนเงินกู้และความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การสร้างระบบไฟฟ้า ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบน้ำประปา

ภายใต้โครงสร้าง World Bank Group ยังมีหน่วยงานย่อย เช่น IFC (สนับสนุนภาคเอกชน), IDA (เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยสำหรับประเทศยากจน) และ MIGA (ค้ำประกันความเสี่ยงการลงทุน) ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในมิติที่หลากหลาย ปัจจุบัน World Bank เน้นมากขึ้นกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ

4. กลไกภูมิภาค: CMIM และ AMRO

หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เอเชียตะวันออกได้จัดตั้ง CMIM (Chiang Mai Initiative Multilateralization) เป็นกลไกเงินสำรองร่วมมูลค่ากว่า 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้รับมือวิกฤตทางการเงินโดยไม่ต้องพึ่งพา IMF เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมี AMRO (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office) ซึ่งเป็นหน่วยเฝ้าระวังเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยง เศรษฐกิจมหภาค และให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจใช้กลไก CMIM กลไกทั้งสองสะท้อนการที่ภูมิภาคอาเซียน+3 พยายามสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินของตนเองให้เข้มแข็งขึ้น

5. ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทย

ประเทศไทยเป็นสมาชิก IMF และ World Bank ตั้งแต่ปี 1949 และเคยผ่านประสบการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ IMF วันนี้ ไทยอยู่ในฐานะประเทศรายได้ปานกลางที่มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้ร่วมกำหนดทิศทาง” และ “ผู้ได้รับประโยชน์” จากโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศ

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank ในปี 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก และกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงินในยุคความไม่แน่นอน

IMF และ World Bank เป็นมากกว่าองค์กรทางการเงิน หากแต่เป็น “เสาหลักของระเบียบเศรษฐกิจโลก” ที่กำหนดกรอบความร่วมมือทางการเงิน การคลัง และการพัฒนาของนานาประเทศ การประชุมใหญ่ในสัปดาห์นี้ที่วอชิงตัน และในปีหน้าที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอาเซียน"