“เพื่อไทย” หวั่น สสร.ใหม่ "ติดล็อค-ฮั้วจัดตั้ง" ไม่ยึดโยง ปชช. ลั่น! ยอมรับทุกร่างแต่ต้องใช้ 'ร่างเพื่อไทย' เป็นหลัก ลดเสี่ยงยื่นศาลตีความ

การเมือง12 ต.ค. 2568 • 11:32 น.
“เพื่อไทย” หวั่น สสร.ใหม่ "ติดล็อค-ฮั้วจัดตั้ง" ไม่ยึดโยง ปชช. ลั่น! ยอมรับทุกร่างแต่ต้องใช้ 'ร่างเพื่อไทย' เป็นหลัก ลดเสี่ยงยื่นศาลตีความ

“เพื่อไทย” ประกาศจุดยืนกลางสภาฯ 14-15 ต.ค. นี้! รับทุกร่างแก้ รธน. แต่ไม่ไว้ใจที่มา ส.ส.ร. พรรคภูมิใจไทย สุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วในสภาฯ เตรียมเสนอให้ใช้ 'ร่างเพื่อไทย' ที่ออกแบบให้มีกลไกคัดกรองโดยประชาชนก่อนส่งให้รัฐสภาเลือก เพื่อให้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สะดุด และถูกยื่นศาล รธน. ตีความ

เครื่องมือ

วันที่ 12 ต.ค.2568 เวลา 10.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 -15 ต.ค. ขณะนี้มีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาทั้งหมด 3 ร่าง โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า เพื่อให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญราบรื่นมากที่สุด เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยพร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ แม้ในหลักการจะไม่มีปัญหา แต่จุดยืนของพรรคเพื่อไทย เรามีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก ในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับพี่น้องประชาชน กล่าวคือผู้เสนอตัวเป็น ส.ส.ร. สามารถเข้าสู่การเลือกของสมาชิกรัฐสภาได้เลย โดยไม่ผ่านกลไกการกลั่นกรองโดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งทางตรงก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่ “ส.ส.ร.จัดตั้ง” ที่ได้สิทธิ์เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการฮั้วกัน โดยไม่สนใจคุณสมบัติและความเหมาะสมก็เป็นได้

นายชนินทร์ กล่าวว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนแม้ ส.ส.ร.จะมีการปรับให้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่โครงสร้างของสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้นอาจถูกผู้หวังขัดขวางกระบวนการ หยิบยกไปยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกยืดเวลาออกไปอีก ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ในการลงมติชั้นรับหลักการในวาระที่ 1 นี้ หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้งสามร่าง พรรคเพื่อไทยจะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน และลดความเสี่ยงที่จะถูกยื่นศาล รธน. ตีความในอนาคต

นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของการได้มาซึ่ง ส.ส.ร. ซึ่งอาจจะมองได้ว่า เป็นร่างที่มาเจอกันตรงกลาง เนื่องจากออกแบบให้ ส.ส.ร. มีจำนวนทั้งหมด 151 คน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1. ส.ส.ร. ที่ได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากประชาชนและรัฐสภาจำนวน 100 คน โดยจำนวน สสร. ที่พึงมีในแต่ละจังหวัดจะคำนวณตามสัดส่วนประชากร ทั้งนี้ในขั้นตอนแรกจะเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้เสนอตัวเป็น สสร. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจำนวนสามเท่าของ สสร.ที่พึงมีในแต่ละจังหวัด รวมทั้งประเทศ 300 คน จากนั้น กกต. จะประกาศรับรองรายชื่อ ก่อนจะส่งรายชื่อมาให้รัฐสภาเลือกต่อไป ยกตัวอย่าง กทม. อาจจะมี ส.ส.ร. ได้ 8 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะเลือกผู้เสนอตัวได้ 1 สิทธิ์ 1 คน และเมื่อนับคะแนนเสร็จ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 24 คนแรก กกต.จะรับรองและส่งให้รัฐสภาทำการออกเสียงเลือกอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่มีคะแนนเสียงจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา ลำดับที่ 1 ถึง 8 ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ร. กทม. โดยจะออกเสียงเลือกทีละจังหวัดจนได้ สสร. ครบทั้งหมด

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า 2.ส.ส.ร. ที่รัฐสภาแต่งตั้งจากการเสนอชื่อของกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งหมด 51 คน ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร เสนอ 15 คน (ห้ามเป็น ส.ส.), วุฒิสภา เสนอ 5 คน (ห้ามเป็น ส.ว.), ศาลฎีกา เสนอ 1 คน (ห้ามเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา), ศาลปกครองสูงสุด เสนอ 1 คน (ห้ามเป็นผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ เสนอ 3 คน, ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ เสนอ 2 คน, คณบดีคณะนิติศาสตร์–รัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐ เสนอ 2 คน. สมาคมวิชาชีพด้านกฎหมาย–รัฐศาสตร์–รัฐประศาสนศาสตร์ เสนอ 3 คน, สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่ง เสนอ 2 คน, องค์กรเศรษฐกิจและภาคประชาชนหลัก 8 แห่ง เสนอรวม 8 คน (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาองค์กรของผู้บริโภค และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย), สมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน เสนอ 2 คน, แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ เสนอ 1 คน, องค์กรสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย (NGO) เสนอ 1 คน

“เชื่อว่า ภายใต้ข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. โดยตรงนั้น แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้จริง ได้ ส.ส.ร.ที่ยึดโยงกับประชาชน สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายในทางการเมือง การฮั้วกันทำได้ยาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถผูกขาดความเป็นเสียงข้างมากได้ และหากดีล หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง เราก็คาดหวังว่า การนับหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้จะได้รับความเห็นชอบจาก สว. ด้วย และต้องไม่เปิดช่องเป็น สสร.ฮั้ว หรือ มวยล้มต้มคนเชียร์อย่างที่กังวลกัน”รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว