การกระจายอำนาจฯอย่างแท้จริง ความคาดหวังของท้องถิ่น ปี 65

การเมืองท้องถิ่น30 ธ.ค. 2564 • 17:10 น.
การกระจายอำนาจฯอย่างแท้จริง ความคาดหวังของท้องถิ่น ปี 65
การเลือกตั้งท้องถิ่น ในปี 2564 ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยใน 2 เวที ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และเทศบาล แต่ในความรู้สึกของคนในแวดวงท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า คน อปท.นั้น ยังมีคำถามที่ค้างคาใจมานานแสนนานร่วมกว่า 20 ปี ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 “การกระจายอำนาจท้องถิ่นอยู่ในวังวน” ติดล็อก ระหว่าง 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายอยาก” (กระจายอำนาจฯ) กับ “ฝ่ายดึงดัน” ชะลอ ต่อต้าน คัดค้านฯ เนื่องจากมีประเด็นหลักที่ขัดแย้งกันชนิดที่เรียกว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ในราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่น ขอยกตัวอย่างอาทิ เรื่อง กำนันผู้ใหญ่บ้านฯ (การปกครองท้องที่) เรื่องการยุบเลิกหมู่บ้านในเขตเมือง (ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ ในเทศบาลเมือง และเทศบาลนคร หายไป 721 คน) อำนาจนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด และต่อมาในช่วง คสช.ก็มาเจอประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาแบบแผนเดียว (One Plan) ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อท้องถิ่นมากที่ อปท.ต้องเข้าไปอยู่ในสารบบของแผนเดียวด้วย ประกอบกับ “การดองเค็ม” การเลือกตั้งท้องถิ่นที่นานแสนนานร่วม 7-10 ปี ตลอดทั้ง อบต. เทศบาล อบจ. กรุงเทพมหานคร(กทม.) และเมืองพัทยา กระทบไปกันทั้งหมด นัยว่าการดองเค็มครั้งนี้มีเหตุผลที่ฝ่ายประชาธิปไตยหาเหตุผลมาได้ว่าก็เพราะ “ระบบอำนาจนิยม” (Authoritarianism) ก็เพราะ “ระบบรัฐราชการรวมศูนย์” (Bureaucratic Polity, Centralization, An over-centralized) ก็เพราะ “ผลประโยชน์ในฐานเสียงทางการเมืองของฝ่ายอำนาจนิยม” เพื่อสร้างฐานเสียง คุมท่อน้ำเลี้ยงจากบนลงล่าง ปัจจุบันก็ยังไม่มีเหตุผลอื่นใดมาหักล้างเหตุผลข้างต้นได้ จะว่าเป็น “ระบบปกครองที่ถอยหลัง” ก็ไม่ผิด กระแสการขอแยกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ออกจากกระทรวงมหาดไทยจึงมีมาเป็นระลอกๆ ในปี 2565 นี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “สถานการณ์เปลี่ยนผ่าน” ในปีงบประมาณปีใหม่ 2565 ที่ อปท.ต้องสะสางปัญหาต่างๆ อีกมาก เพราะยังไหลอีก ยังไม่ถึงฝั่งฝัน ท่ามกลางวิกฤตหนี้ประเทศ เศรษฐกิจรากหญ้าที่สาหัส ส่วนกลางต้องเลิกในผลประโยชน์ และ เลิกเชื่อลูกลิ่วในระบบราชการ ในตำแหน่งกับการเอื้อประโยชน์ที่ต่างตอบแทนแลกกัน ค่าใช้จ่ายบริหารงานบุคคลท้องถิ่น 40% แม้คน อปท. อยากให้ตัดคำว่า ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นตามกฎหมายไม่เกิน 35% เป็นให้ไม่เกิน 40% เพราะหากเอาเรื่อง 35% มาเป็นฐานในการกำหนดกรอบโครงสร้าง อปท.แล้ว ทำให้เกิดปัญหามากในการเติบโตก้าวหน้า (Career Path) ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นฝ่ายประจำมาก การเสนอยกเลิกหรือแก้ไข มาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ดังกล่าวก็ยังกระทำไม่ได้ คาดว่าในอีกไม่กี่ปี คำว่างบไม่เกิน 35% อปท.ก็จะเอาไม่อยู่ เพราะ การปรับลดตำแหน่งฝ่ายประจำที่ยากซึ่งไม่ค่อยมีหน่วยราชการองค์กรใดกระทำกัน เนื่องด้วยมี อปท.ขนาดเล็กๆ มากมาย ที่ไม่มีรายได้เพียงพอในการบริหารงาน แม้ว่าในช่วง สปท. (ปี 2558) มีข้อเสนอให้ยุบควบรวม อปท.กว่า 3,000 แห่ง แต่ก็ยุบควบรวมไม่ได้ ปัญหาจึงสะสมมาถึงวันนี้ ที่ผ่านมางบประมาณท้องถิ่นรัฐทำได้แค่ 27-28% ร้อยละ 29 เศษๆ มากว่า 20 ปี ยังข้ามร้อยละ 30 ไม่ได้สักปี แถมยังเอางบประมาณนม อาหารกลางวัน เบี้ยผู้สูงอายุ มาแฝงไว้อีก ที่สำคัญ อปท.จะพัฒนารายได้อย่างไรเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตของโลกในยุคติจิทัลที่ดิสรัปชั่น (digital technology first) นี้ เป้าหมายข้างหน้า คือ อปท.ต้องหาเงินร่วมกับรัฐบาล คณะกรรมการกระจายอำนาจ ให้การจัดสรรเงินภาษีที่รัฐจัดเก็บให้ เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ไม่ใช่จัดสรรให้เฉพาะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่เหวี่ยงแห แย่งงบกันแบบไร้เป้าหมายเช่นในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพราะ ต่อไป อปท.ต้องเลิกคิด คำว่า สำนัก กอง งาน ได้แล้ว ปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้แผนงาน เป็นหลัก ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เลิกใช้ “หน่วยงาน” แล้วแค่ใช้ “แผนงาน” เป็นหลัก ในแผนพัฒนาห้าปี อปท. เลิกใช้คำว่ายุทธศาสตร์ แล้ว จึงเขียนได้แค่ ประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องเอามาจาก แผนระดับชาติ กลุ่มจังหวัด จังหวัด ฉะนั้น เมื่อเข้าแท่งค่างานจึงสำคัญกว่าตำแหน่งที่ครอง วัดค่างานได้ด้วยความสามารถของบุคคล จึงขยายตำแหน่ง ด้วยค่างานเรียก “กลุ่มงาน” ซึ่งมีระดับขั้น ไม่ต้องเทียบ ผอ. รองผอ. รองปลัด หัวหน้ากลุ่มงาน ขึ้นระดับ เทียบเท่าปลัด อปท. ซึ่งเป็นหัวหน้าของฝ่ายประจำได้เลย Career Path จึงมีทางออกแล้ว การปรับเปลี่ยนกิจกรรมสาธารณะเพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติ หน้าที่และอำนาจของ อปท. “โดยเนื้อหาในภารกิจ” ที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายจัดตั้ง กฎหมายกระจายอำนาจ และรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ และ “การถ่ายโอนอำนาจฯ” เมื่อนำมาประมวลย่อแล้ว อาจสรุปเป็นหัวข้อหลักใหญ่ได้ 3 ภารกิจ ได้ดังนี้ (1) การบริการสาธารณะ รวมกิจกรรมสาธารณะ (Public Service & Public Activity) เพราะ การบริการสาธารณะเป็นกิจกรรม (Activity) ด้วย (2) การพัฒนารายได้ (3) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมแก่ท้องถิ่น กระบวนการบริหารตามหลัก 4 M นั้น อปท.ก็ยังใช้ได้เช่นเดียวกับการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ถึงแม้กฎหมายจัดตั้ง อปท.ได้กล่าวไว้เพียงว่า อปท.เป็น “ทบวงการเมือง” ที่มีรูปแบบหลัก คือ “สภา อปท.และ นายก อปท.” กล่าวถึงเรื่องการงบประมาณ หน้าที่ และทรัพย์สินไว้ แต่ไม่ได้กล่าวถึง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของ อปท.ไว้มากนัก เพราะต้องไปปรากฏในกฎหมายลูก ที่มีรายละเอียดแยกต่างหาก คือ กฎหมายบริหารงานบุคคล เป็นต้น จะเห็นว่ากระบวนการดำเนินงาน ของ อปท.ได้เดินไปตามแผนพัฒนาระดับชาติที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และ “แผนปฏิบัติการ 5 ปี” ซึ่งกระทรวง กรม ส่วนกลางได้ถือปฏิบัติตามแนวทางนี้ โดยกลุ่มจังหวัด จังหวัด อำเภอ และ อปท.ต่างก็กำหนด “แผนพัฒนา 5 ปี” ตามกันทั้งสิ้น สำหรับ อปท.เรียก “แผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี” ซึ่งได้ยกเลิก แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี 10 ปี แผน 3 ปี แผน 4 ปีไปทั้งหมดแล้ว ฉะนั้น ตามความเข้าใจเดิมๆ ว่า “แผนพัฒนา 4 ปี” ที่สอดคล้องกับวาระ ของสมาชิกสภา และนายก อปท.จึงหมดไปโดยปริยาย เพราะการกำหนดยุทธศาสตร์ จะเหลือแต่ระดับจังหวัด ซึ่ง อปท.จึงเลือกใช้แต่ ประเด็นยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์การพัฒนา เท่านั้น สรุปได้อย่างง่ายๆ ว่า เรื่องการกำหนดทิศทางการพัฒนาของ อปท.จึงถูกกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์จังหวัด แล้ว อปท.จึงเลือกทำโครงการ กิจกรรมย่อย ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้น การจัดทำงบประมาณ ตามแผนงาน ระบบบริหาร ทุกระดับของไทย ก็ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด เรียกได้ว่า “แกะกล่องพิมพ์เดียวกัน” จะเห็นว่า โครงสร้างการบริหารคน โครงสร้างอำนาจหน้าที่ และการบริหารเครื่องมือ เครื่องใช้ ของ อปท. จึงเป็นรูปแบบเดียวกันกับการบริหารประเทศ และอีกทั้งยังสอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมของส่วนกลางให้ไปด้วยกัน แต่โดยบริบทแห่งหน่วยงานองค์กรแล้ว อปท.มีความแตกต่างมากจาก การบริหารราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กล่าวคือ มีตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นลักษณะของ “การเมือง” (ท้องถิ่น) มาดำเนินการตัดสินใจใน โครงการ กิจกรรม และในบริบทสังคม สิ่งแวดล้อม พื้นที่ และกิจกรรม โครงการ ที่เลือกทำในแต่ละ อปท.ที่แตกต่างกันไป จึงมีความแตกต่างกันระหว่าง อปท.กับ ราชการส่วนกลาง และแตกต่างจากราชการส่วนภูมิภาค แม้กระทั่งราชการส่วนกลางที่ไปประจำในส่วนภูมิภาค มองในมิตินี้ อปท.และราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคจึงมีความซ้ำซ้อนกัน เกือบแทบทุกภารกิจ เช่น ภารกิจด้านการศึกษา การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สาธารณภัย สาธารณูปโภค สาธารณูปการ โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ยิ่งราชการส่วนกลางอ้างอำนาจ “การกำกับดูแล” (เดิมเทศบาลใช้คำว่า “ควบคุมดูแล”) จึงมีการใช้อำนาจเลยเถิดต่อ อปท.มาเป็นผู้บังคับบัญชาเสียเอง กำกับบทบาทเสียเอง จึงมีให้เห็นอยู่ประจำ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่อำเภอและจังหวัด รวมทั้งให้ อปท.ทำภารกิจหน้าที่ต่างๆ แทนราชการส่วนกลาง เรียกว่า “ทำตามใบสั่ง” อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งในสถานการณ์ “โควิด” ในปัจจุบัน ทั้งศูนย์กักกันตัวในพื้นที่ (Local Quarantine : LQ) ศูนย์พักคอยชุมชนผู้ป่วยสีเขียว (Community Isolation : CI) หรือการให้พักคอยที่บ้าน (Home Isolation : HI) ล้วนมีแบบแผนมาจากส่วนกลาง แต่ผลงานที่เกิดขึ้น กลับเป็นผลงานของหน่วยราชการ (ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค) ในพื้นที่ แย่งซีน (scene) แย่งกันเสนอหน้าอีเว้นต์กันอย่างไม่ลดละ ทำเอาบทบาทที่ควรจะเป็นของท้องถิ่นหายไปเลย ความซ้ำซ้อนในเรื่องการจ่ายเงินงบประมาณ จึงเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ว่าจะมีการกำชับให้พึงระมัดระวังการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนก็ตาม เช่น ในกรณีของการเบิกจ่ายศูนย์ CI/HI เพราะที่การใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนกันได้ เป็นต้น อปท.จึงถูกตรวจสอบ ถูกทักท้วงจากหน่วยตรวจสอบอยู่เป็นประจำ เพราะ อปท.เป็น นิติบุคคล ที่บริหารงบประมาณเอง ไม่เหมือนหน่วยงานราชการอำเภอ ที่เป็นหน่วยงานย่อยของจังหวัด กรม กระทรวง การขอความร่วมมือ การบูรณาการงาน ที่สุดท้ายต่างก็ตกเป็นหน้าที่ของ อปท.รวมทั้งการเบิกจ่ายเงินงบประมาณด้วย คน อปท.กว่าจะรู้ตัว ก็ถูกชี้มูล ถูกปลด ถูกสั่ง ให้พ้นหน้าที่ ทั้งข้าราชการฝ่ายประจำ และฝ่ายการเมืองท้องถิ่นกันมากมาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆ เช่น การใช้เงินจ่าย ไม่คุ้มค่า แพงเกินจริง หรือ เบิกจ่ายไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ หรือ เบิกจ่ายซ้ำซ้อน หรือทุจริต ก็แล้วแต่ช่องโหว่ของระเบียบ กฎหมายและข้อสั่งการของส่วนกลางที่มี เพราะ อปท.ไม่สามารถออกกฎ ระเบียบเองได้เอง การกำกับ การบังคับใช้กฎหมายของ อปท.ต้องมีระเบียบกระทรวงมหาดไทย (มท.) กำหนด แม้กระทั่งการออกหนังสือ กำชับ กำกับให้ อปท.ไว้แล้วเพียงใดก็ตาม ย่อมมีความผิดพลาดได้ด้วย “อำนาจดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่และฝ่ายบริหารท้องถิ่น และเมื่อถูกทักท้วง ชี้มูลจาก ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. แล้ว คน อปท. มักจะถูกโดดเดี่ยวให้ต่อสู้คดีด้วยตนเอง ผลสุดท้ายจบชีวิตในตำแหน่งหน้าที่ราชการหมด อีกทั้งปัญหาช่องว่างการบริหารของส่วนกลาง เช่น การให้ผู้ติดเชื้อโควิดกลับมารักษาที่บ้านและอาศัยอยู่ร่วมกับคนในครอบครัว เพราะไม่มีที่กักตัว อาจคิดว่าเป็นวิธีการที่ดีแล้วในการลดภาระงาน แต่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะไร้ความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐ ที่โยนภาระปัญหาที่พึงจะเกิดขึ้นแก่ท้องถิ่น เพราะ แบบนี้ก็ติดกันทั้งหมู่บ้านสิ น่าเป็นห่วงมากเลย ในกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่สำคัญมากหายไปนานนับแต่การรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2560 ไล่เลี่ยกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ร่วม 4 ปีแล้ว คือ “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตรสกัดทุจริต” เป็นกฎหมายเกี่ยวกับ “Conflict of interest” หรือ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือ “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. …” ในภาพรวมปัจจุบันแม้มีกฎหมายหลักอยู่ 4 ฉบับแล้วอาจยังไม่เพียงพอ คือ กฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติปี 2560 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินปี 2561 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 และ กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังปี 2561 (เป็นกฎหมายห้ามรัฐทำประชานิยม) ในรายงานการวิจัยศึกษาที่ผ่านมามักมีข้อเสนอว่า ควรมีการแต่งตั้งตัวแทนจากภาคประชาชนเพื่อตรวจสอบการใช้ จ่ายงบประมาณของ อปท. เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อให้ ประชาชนสามารถรับรู้ถึงการบริหารงบประมาณนั้นๆ เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของท้องถิ่นที่พูดกันมานานมาก คือเรื่องการคลัง การงบประมาณของท้องถิ่น หรือ “เส้นทางงบประมาณท้องถิ่น” ที่มีกระบวน การวิธีงบประมาณเฉพาะต่างหากจากส่วนกลาง จะเรียกว่าอิสระทางการคลังก็ไม่ได้ เพราะอำนาจในการตราระเบียบกฎหมายที่จะใช้บังคับยังคงอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ท้องถิ่นหรือ อปท.(องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) หาได้มีอำนาจไม่ ในทางเดินของเงินงบประมาณท้องถิ่นจึงมีลักษณะพิเศษ ต่างหาก ในภาพรวมมีข้อเสนอเมื่อสิบปีก่อนในงานวิจัย TDRI (2550) สรุป (1) ให้มี “ธรรมนูญการคลัง” (fiscal constitution) (2) มีกรอบวินัยทางการคลังในด้านต่างๆ (3) จัดตั้งสำนักงบประมาณแห่งรัฐสภา (Parliamentary Budget Office: PBO) ขึ้นเป็นหน่วยวิเคราะห์งบประมาณและการคลังของ รัฐสภาที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และ (4) แก้กฎหมายการเลือกตั้ง เพื่อกำหนดให้พรรค การเมือง ต้องแจ้งต้นทุนทางการคลังของนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อ ประชาชน อย่างน้อย 30 วันก่อนวันลงคะแนน ประเด็นยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ปัญหาทางเดินของงบประมาณท้องถิ่นตามระบบงบประมาณใหม่ของชาติ (ส่วนกลาง) มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่นในครั้งนี้จะต่างกันที่ อปท.ไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองได้ เพราะ อปท.ต้องทำแผนงานการใช้จ่ายงบประมาณการพัฒนาในรูป “กลุ่ม อปท.จังหวัด” หรือ “จังหวัด” อปท.หยิบยุทธศาสตร์มาใช้ เรียกว่า “ประเด็นยุทธศาสตร์” ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ตามหลักการวางแผนแบบแผนเดียว (One Plan) การขอเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ (ฉก.) สำนักงบประมาณก็จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองที่ (ศาลากลาง) จังหวัดก่อน จากการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา เช่น การเลือกตั้งเทศบาลช่วงต้นปี 2564 พบว่ามีการสะพัดหมุนเวียนของเงินว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าในระดับหนึ่ง จึงคาดหมายได้ว่า ผู้สมัครเลือกตั้งเมื่อได้รับเลือกเข้ามาอาจมีการเรียกทุนคืน ทั้งความชอบด้วยระเบียบ กฎหมายหรือไม่ก็ตาม บางแห่งอาจไม่สนใจใส่ใจและไม่เกรงกลัวใดๆ เป็นที่น่าห่วงในวิถีของ “ฝ่ายประจำ” หรือ ข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ต้องดำเนินการตามนโยบายของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ฉะนั้น ในมิตินี้ศัพท์การเมืองไทยคำว่า “งูเห่า” ก็มีได้ในบริบทของท้องถิ่น หากมองว่า ที่ใดมีการเมืองที่นั่นต้องมีการแบ่งพวกกัน มีการแย่งชิงสมาชิกฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวก เพราะท้องถิ่นมีการเลือกตั้ง ท้องถิ่นจึงเป็น “การเมือง” ไม่กระจายอำนาจแต่รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ข่าวข้าราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โกงเงินช่วยโควิดคนพิการถึง 13 ล้านบาท ลองคิดย้อนว่าหากมีการถ่ายโอนภารกิจดูแลคนพิการนี้ให้แก่ท้องถิ่น (อปท.) จะมีการทุจริตกันหรือไม่ ในความเห็นของคน อปท. เห็นว่า หากถ่ายโอนภารกิจนี้ให้แก่ อปท.คงยากแก่การทุจริต เพราะคนท้องถิ่นเห็นกันทุกวัน ไปประชุมหมู่บ้าน ไปร่วมงานในชุมชน มีเครือข่ายหมู่บ้านชุมชน อสม.ไม่มีทางเลยที่จะโกงคนพิการได้ลง อาจมีปัญหาการปฏิบัติบ้าง เช่น การย้ายที่อยู่ เปลี่ยนบัญชีธนาคาร ตายแล้วไม่แจ้ง แต่ก่อนอาจมีการทุจริต ทำบัญชีเวียน หรือเบิกซ้ำซ้อน ที่ผ่านมากรณีเงินผู้สูงอายุเข้าบัญชีจ่ายไม่ตรงแค่วันเดียวก็ถูกตามถึงสำนักงาน (อบต.)แล้ว ภารกิจดังกล่าวจึงเป็นภารกิจ (การทำงาน)ที่ซ้ำซ้อน เปลืองงบเปลืองบุคลากร ส่วนกลางมักยึดอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง (รวบอำนาจ)ไว้ เช่น การแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งสำคัญๆ ที่สามารถสั่งการ อยู่เบื้องหลัง การเอื้อประโยชน์ ในการใช้เงินโครงการ ในการควบคุมการเลือกตั้ง มีการใช้อำนาจแฝงอื่นๆ มากมาย เป็น “เผด็จการซ่อนรูป” ที่มีมานานแล้ว ระบบราชการ จึงเป็น เครื่องมือบังคับ ขับเคลื่อน ของอำนาจรวมศูนย์เป็นอย่างดี บรรดาแหล่งผลประโยชน์เงินซ่อน เช่น งบในกองทุนพลังงาน เงินตอบแทนลอตเตอรี่ สนามม้า สนามมวย สนามไก่ชน ฯลฯ นี่ยังมีช่องว่างในธุรกิจประกอบการ “สีเทาสีดำ” ที่มีผลประโยชน์นอกระบบ (ส่วย) อีกต่างหาก โดยเฉพาะกิจการที่ต้องรับใบอนุญาต หรือต้องห้ามตามกฎหมายต่างๆ เป็นต้น ข้อสังเกตว่าปัจจุบันรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง ทุกหน่วยงาน เพราะยังไม่มีการกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่น อปท.ไม่เข้มแข็งชุมชนไม่รู้สึกดูแล หวงแหนฯ เพราะขาดการมีส่วนร่วม การแปรงบ การสั่งการจากส่วนกลางมาพร้อมแบบสำเร็จ เช่น สนามฟุตซอล เสาไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์ และที่กำลังจะลามกลุ่มสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และโครงการแปลกๆ อะไรอีกมากที่เป็นของล็อกสเปก ล็อกรายการมาแต่ต้นทาง โดยมีข้าราชการระดับบนรู้เห็นเป็นใจรับใช้จึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติ ข่าวประเด็น “ศูนย์นวดเพื่อสุขภาพร้าง” ของเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งในภาคใต้ว่า ใช้งบก่อสร้างถึง 16 ล้านสร้างเสร็จมา 5-6 ปี กลับถูกทิ้งร้าง วัสดุอุปกรณ์มีค่าหายเกลี้ยง แสดงให้เห็นถึงการเสนอ หากโครงการใดที่มิได้มาจากความต้องการจำเป็นของคนในท้องถิ่นมักเป็นเช่นนี้หมด เพราะ ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในโครงการ (Participation) มาแต่ต้น เห็นว่า งบพัฒนากลุ่มจังหวัด 90% ไม่ได้มาจากชุมชน การถ่ายโอนจึงมีปัญหา เพราะเป็นโครงการที่หยิบยื่น อปท.ไทยจึงไม่เข้มแข็ง เหมือนญี่ปุ่น ยุโรป ที่ อปท.เข้มแข็งแน่นมาจากข้างในแล้ว ชุมชน และอปท.เข้มแข็งเป็นที่ปรารถนาและเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น แต่ อปท.ไทยยังเอื้อมไม่ถึง ฝ่ายอำนาจที่กลัวว่าการกระจายอำนาจจะเป็น “การกระจายการทุจริตคอร์รัปชัน” การเมืองท้องถิ่นในปี 2565 เรื่องการกระจายอำนาจฯอย่างแท้จริงจึงเป็นความหวังของท้องถิ่นทั่วประเทศ +++++++++++++++++++