สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยยังน่าเป็นห่วง แม้รัฐบาลเพิ่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถือเป็นยาขนานแรก ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หวังให้ประคับประคองเศรษฐกิจ กระนั้นธนาคารแห่งประเทศออกมาเตือนถึงความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศตอบโต้รัฐบาลจีนที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้ครอบคลุมสินค้าทางการเกษตร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และรถยนต์ ทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น

โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กที่มีเศรษฐกิจเปิด คงหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการส่งออกได้ยาก ทั้งนี้ ภาครัฐได้ช่วยประคองเศรษฐกิจในด้านการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากเทียบกับประเทศในภูมิภาค การส่งออกของไทยนับว่ายังกระจายตัว ทั้งในด้านประเทศคู่ค้าและด้านสินค้าที่ส่งออก ทำให้การลดลงของการส่งออกไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น กลุ่มที่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ในด้านตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน มีแนวโน้มผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดย ธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการให้ความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ แก่สมาชิกในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ก่อนหน้านี้ ในรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 5/2562 ครั้งล่าสุดวันที่ 7 สิงหาคม มีตอนหนึ่งระบุว่า กนง. มีข้อสังเกตว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ควรระมัดระวังการกระตุ้นให้ครัวเรือนก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นปัจจัยถ่วงการบริโภคภาคเอกชนมาแล้วระยะหนึ่ง โดยการก่อหนี้ในไตรมาส 2/2562 หนี้ครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการขยายสินเชื่อทั้งจากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยต้องติดตามการขยายสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางในการคำนวณภาระผ่อนชำระหนี้เทียบกับรายได้ (ดีเอสอาร์) เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน และเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องออกมาตรการดูแลหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมในอนาคต

ข้อมูลจากรายงาน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาครัวเรือนที่อ่อนไหวต่อปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่กระทบรายได้ (อินคัม ช็อก) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในอนาคต จึงต้องติดตามช่องทางที่ครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวจะได้รับผล กระทบจากอินคัม ช็อก ในช่วงเศรษฐกิจขาลง และเผชิญภาวะภัยแล้ง

นอกจากนี้ ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีแนวโน้มด้อยลงสะท้อนจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงและสินเชื่อที่ค้างชำระ 30-90 วันติดต่อกัน (เอสเอ็ม) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปรับปรุงใหม่ (มาตรการแอลทีวี) มีผลบังคับใช้ โดยการเก็งกำไรชะลอลง สะท้อนจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ที่ขยายตัวชะลอลง ในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูง สอดคล้องกับดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับลดลงตามอุปสงค์ของอสังหาริมทรัพย์และยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ทำให้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ นอกจากรอดอกผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว และมองไปถึงยาแรงแผนที่สอง ถือเป็นงานหินสำหรับ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแก้โจทย์เศรษฐกิจ