ที่หนักหนา และทำท่าว่าจะหนักหน่วงกว่าเรื่อง “กาเรมือง” ก็เห็นจะไม่พ้นกรณีที่มีข่าวคนฆ่าตัวตาย อันเกิดจากปัญหาหนี้สิน จากพิษเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 2/1”ไม่อาจหลีกเลี่ยง !

แน่นอนว่าการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นหลายรายต่อเนื่องกัน ย่อมสะท้อนปัญหาและ “ทุกข์” ที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนจนกำลังเผชิญหน้า ยิ่งเมื่อมูลเหตุการตัดสินใจฆ่าตัวตายของผู้เคราะห์ร้ายยังทิ้งจดหมายเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว

ออกมาพร้อมใจกัน “ถล่ม” รัฐบาลโดย “แกนนำพรรคฝ่ายค้าน” ด้วยการหยิบยกกรณีดังกล่าวมาขยายผลจึงเกิดขึ้นอย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันมีข่าวการฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจแล้วถึง 5 ข่าว ถือว่า “น่าเศร้า” แถมยังทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ พี่น้องชาวไทยที่ยังต้องสู้กันต่อไป ขอให้กำลังใจทุกท่าน”

นอกจากนี้คุณหญิงสุดารัตน์ ยังไม่ลืมที่จะยกเอา “ความดี” ที่เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงเคยทำเอาไว้ โดยอ้างว่า ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล 2544 เป็นต้นมาเศรษฐกิจประเทศไทยดีขึ้น แม้คุณหญิงสุดารัตน์ อาจจะหลงลืมไปว่า เคยมีข่าว “ชาวนาฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าว แต่ไม่ได้เงิน ในขณะนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ อยู่ไม่น้อย

ทว่า สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ กำลังรับมืออยู่กลับมาพร้อมๆกัน ทั้งปมการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ด้านหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ กำลังรอการชี้ขาด “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ที่จะมีการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านยังนำไปเป็นประเด็นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบไม่ลงมติ ด้วยหวังว่างานนี้จะได้เชือดพล.อ.ประยุทธ์กลางสภาฯ ด้วยประเด็นที่อ่อนไหว เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน

มิหนำซ้ำการที่มี “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดดลงมาคุมพรรคพลังประชารัฐ ด้วยตัวเองในฐานะ “ประธานยุทธศาสตร์” ของพรรค เพื่อที่จะกำกับและ “สะกด” ทุกความวุ่นวาย ไปจนถึงการแก้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” แต่ก็เหมือนจะไม่เกิดผลอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เพราะสัญญาณที่พล.อ.ประวิตร ส่งออกไป “บีบ”ให้รัฐมนตรีทั้งของพลังประชารัฐ และพรรคร่วมต้องทิ้งเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อเปิดทางให้มีการขยับผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์รายต่อไปขึ้นมา เป็นการเพิ่มตัวเลขของรัฐบาล แต่ทว่ารัฐมนตรีทั้งพลังประชารัฐ ไปจนถึง “ชาติไทยพัฒนา” บอกเลยว่า ตัดสัญญาณของบิ๊กป้อม ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีใครยอมลาออกจากส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อย่างที่เห็น

ระหว่างที่ปัญหาการเมืองยังคุกรุ่น ถูกฝ่ายตรงข้ามขนาบข้างทั้งในและนอกสภาฯ ยังกลายเป็นว่า “เรือเหล็ก” ของพล.อ.ประยุทธ์ กลับต้องมาเจอและรับมือกับ “โจทย์ใหญ่ข้อยาก” ด้วยเรื่องปัญหาปากท้อง ยิ่งวันนี้แม้แต่ “ข้าวเหนียว” ยังแพง ราคาดีดขึ้น จนประชาชนโอดครวญกันถ้วนหน้า จนล่าสุด “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายใน ผู้ประกอบการข้าวเหนียว และโรงสี รายงานสต็อคข้าวเหนียว เพื่อหาทางบรรเทาความเดือดร้อน โดยด่วน

งานนี้ต้องถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ต้องออกแรงเร่งแก้สถานการณ์ทั้งการเมืองและปัญหาปากท้อง ไปพร้อมๆกัน !