เราทุกคนทราบดีว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และยงส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การผลักดันยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่ประเทศไทยใสสะอาดทั้งชาติต้านทุจริต ปี 2562” ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ได้ดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) แม้ว่าประเทศจะเผชิญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมาช้านาน และนับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยสะท้อนจากอาการป่วยขั้นรุนแรงจากเชื้อโรคทุจริตที่ไปเบียดบังเงินภาษีที่ตั้งใจจะนำมาพัฒนาคนและพัฒนาประเทศไม่เต็มเม็ดไม่เต็มหน่วย โดยในปีหน้าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นจะรุนแรงขึ้นหรือลดน้อยลง เราไม่สามารถทราบได้ แต่คนไทยทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพ รวมถึงเยาวชนจะเป็นผู้มีบทบาทกำหนดทิศทาง และมีส่วนร่วมช่วยประสานพลังต่อต้านการทุจริต นำพาประเทศปลอดเชื้อโรคทุจริต ทำประเทศให้ใสสะอาด ซึ่งตนและคณะกรรมการป.ป.ช. เชื่อมั่นว่าเราจะร่วมมือร่วมใจผลักดันให้ประเทศปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ทั้งนี้การยกระดับการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) ของประเทศไทย 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าสังคมไม่ทนต่อการทุจริตได้ก่อตัวขึ้น และขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ เช่น กรณีการเปิดโปงการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ กรณีเงินอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียน การเปิดโปงการใช้รถหลวงและทรัพย์สินของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตน การแจ้งเบาะแสการทุจริตในหลายจังหวัด การติดตามเฝ้าระวังโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เป็นต้น อีกทั้งยังมีกรณีที่ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดัน และหาตัวผู้กระทำความผิด เช่น โครงการระบายข้าวของรัฐแบบจีทูจี คดีทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักตำรวจ คดีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล และกรณีเงินทอนวัด เป็นต้น

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลักสูตรการป้องกันการทุจริตศึกษาจำเป็นต้องมีงบประมาณสนับสนุน เนื่องจากต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การทำงานทุกอย่างไม่ราบรื่น ดังนั้นเราต้องต่อสู้และตอกย้ำชี้นำให้กับผู้นำประเทศเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ป.ป.ช.ยังได้ผลิตวิทยากรเพื่อบรรยายเรื่องการปราบปรามการทุจริตไม่ต่ำกว่า 4,000 คน เพื่อขยายผลการฝึกอบรม โดยมีโค้ชจังหวัดละ 10 คนให้คำปรึกษาในชมรม “strong-จิตพอเพียงต้านทุจริต” ที่มีอยู่ทุกจังหวัด มีคนมากกว่า 7,700 คน เพื่อเป็นเสียง และขยายผลไปยังชุมชนจังหวัดละ 500 คน รวมทั้งหมด 38,500 คน อีกทั้งยังมีสมาชิกชมรมและเครือข่ายประชาชนรวมประมาณ 50,000 คน ทำหน้าที่เป็นกล้องวงจรปิด บันทึกภาพและส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่หากพบการทุจริต เปรียบเสมือนเป็นการฝังชิพให้คนในทุกภาคส่วนและทุกวัยแยกแยะประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวมได้โดยอัตโนมัติ มีจิตที่พอเพียงในการต่อต้านการทุจริต มีความละอายและไม่ทนต่อการทุจริตหรือ เพื่อให้สังคมไม่ทนต่อการทุจริต รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม เฝ้าระวังสอดส่องดูแล ชี้ช่องแจ้งเบาะแสการทุจริตในจังหวัดของตนเอง

ที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคการเมือง ประธานป.ป.ช.กล่าวว่า ในมิติภาคการเมือง ที่ส่งผลร้ายแรงที่สุด คือผู้มีอำนาจทางการเมืองในระดับต่างๆที่กำหนดนโยบายสาธารณะตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ สิ่งสำคัญนักการเมืองต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตและมีอุดมการทำเพื่อส่วนรวมมากกว่ากอบโกยประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ที่ผ่านมาป.ป.ช.ได้ดำเนินการยกระดับเจตจำนงการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของท้องถิ่นมีโครงการส่งเสริมท้องถิ่นต่อต้านการทุจริตเพื่อสร้างกลไกผู้บริหารท้องถิ่นที่แสดงเจตจำนงต่อต้านการทุจริตและนำไปสู่การปฏิบัติรวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริต

ส่วนการเมืองระดับชาติ ป.ป.ช.ร่วมกับองค์กรอิสระและรัฐสภาจัดทำบันทึกข้อตกลงเจตจำนงต่อต้านการทุจริต ซึ่งมีกรอบบันทึกข้อตกลงเพื่อยกระดับเจตจำนงการเมืองต่อต้านการทุจริตโดยมีตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆมาเข้าร่วม พร้อมกันนี้ยังผลักดันเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตในเชิงนโยบายที่ใช้เป็นหลักเกณฑ์ให้พรรคการเมืองเป็นกรอบในการพัฒนาและกำหนดนโยบายของพรรค เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตามป.ป.ช.มุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องที่ยังค้างเก่าทั้งหมด ซึ่งจะเร่งทำให้บรรลุเป้าหมายและเป็นไปตามกฎหมายมากที่สุด

เราให้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเครื่อข่ายตอกย้ำให้สังคมไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อให้ประเทศพ้นจากประเทศอมโรคทุจริต ไปสู่ประเทศไทยใสสะอาด