“ธอส.”พร้อมหารือคลังสัปดาห์หน้า ออกสินเชื่อบ้านตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 2.5-2.75 ตามนโยบายแม้ลดแล้วกระทบกำไรหายแต่ถ้าเป็นนโยบายพร้อมทำตาม

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าหารือกับกระทรวงการคลัง ถึงอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของ ธอส. วงเงิน 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินจากการระดมทุนจากสลากออมทรัพย์ ธอส.รุ่นที่ 1 ชุดวิมานเมฆ วงเงิน 27,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นมีเงื่อนไขกู้บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ไม่จำกัดรายได้ผู้กู้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยขณะนี้สามารถลดเหลือร้อยละ 3 ได้ทันที แต่ยังมีช่วงที่ปรับลดลงได้เหลือร้อยละ 2.5 -2.75 ซึ่งจะต้องเจรจากับกระทรวงการคลังถึงความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

ทั้งนี้เบื้องต้นสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ได้ทันที ไม่มีผลกระทบอะไรกับแบงก์ แต่หากกระทรวงการคลังต้องการให้คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่ที่ร้อยละ 2.5 -2.75 ธอส.ต้องเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)และกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนปรนเรื่องผลการดำเนินงานตามแผนที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เพราะหากลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 2.5-2.75 จะทำให้กระทบกับกำไรของปีนี้ที่ตั้งกันไว้ที่ 13,000 ล้านบาทได้

สำหรับผลการดำเนินงานของธอส. ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-มิ.ย.62) สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 90,000 ล้านบาท และล่าสุดเดือนก.ค.62 ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 17,000 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าทั้งปีจะสามารถปล่อยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 203,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ยทุกเดือนหลังจากนี้ต้องปล่อยสินเชื่อได้ไม่ต่ำกว่า 18,000 ล้านบาท

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ 4.86% ของสินเชื่อรวม สูงกว่าสิ้นปี 2561 ที่อยู่ที่ 4.17% เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ธอส.มีแผนจะขาย NPL ออก 12,000 ล้านบาทจะทำให้ NPL ในปีนี้ลดลงเหลือ 4.26% แม้จะสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะให้เหลือ 4% แต่ระดับดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับระบบสถาบันการเงิน สะท้อนว่า ธอส.สามารถบริหารจัดการหนี้เสียได้ดี

โดยการปล่อยสินเชื่อตามโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 1 นั้น สามารถปล่อยไปได้แล้ว 7,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 800-900 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันวงเงินในระยะที่ 1 ที่วางกรอบไว้ 50,000 ล้านบาทยังเหลือ จึงจะขอหารือกับกระทรวงการคลังถึงนโยบายดังกล่าวว่า จะมีโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2 ต่อไปหรือไม่ โดยหากจะมีในระยะที่ 2 อาจต้องมีการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้ง่ายต่อการขอสินเชื่อของผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น