“BEAUTY”มั่นใจแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ทยอยรับรู้รายได้จากการปรับกลยุทธ์จัดโครงสร้างการจัดจำหน่าย รุกตลาดต่างประเทศ มุ่งขยายธุรกิจเพิ่มจากช่องทางร้านค้าปลีกในประเทศ พัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ชเพิ่มประสิทธิภาพการขาย ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2562 รายได้ 1,080.3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 116.3 ล้านบาท คาดรายได้ปีนี้ 2,200 ล้านบาท ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.035 บาทต่อหุ้นหรือคิดเป็น 90.10 %ของกำไรสุทธิ

นพ.สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก จากการปรับกลยุทธ์โครงสร้างการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนรายได้โดยขยายธุรกิจนอกจากช่องทางร้านค้าปลีกในประเทศ และเดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นจากกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโต และรักษาอัตรากำไรสุทธิที่ดี เนื่องจากมีต้นทุนดำเนินการที่ต่ำและเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

ทั้งนี้ตลาดในประเทศจะมุ่งเน้นช่องทางการขายที่ไม่ใช่ร้านค้าปลีก(ช่องทาง Non Retails )เช่นขยายช่องทางกาจำหน่ายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ช่องทางสินค้าอุปโภค สินค้าประจำวัน(Consumer Product) ช่องทางกิจกรรมการตลาด บิวตี้ เฟส( BEAUTY FEST) ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในรูปแบบของงานแสดงสินค้า สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัด สินค้าที่จำหน่ายจะมีทั้งสินค้าของบริษัทเองและของคู่ค้าต่างๆและช่องทางการจำหน่ายใหม่ โฮมชอปปิ้ง ซึ่งได้เริ่มออกอากาศแล้วในเดือนก.ค.62 รวมทั้งใช้กลยุทธ์สินค้าขับเคลื่อน ซึ่งในปีนี้มีแผนสร้าง Product Heroจำนวน 57 รายการ

ส่วนช่องทางร้านค้าปลีกมุ่งกลยุทธ์การเปิดสาขาใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าสูงและลดสาขาที่ไม่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการ โดยปัจจุบันมีสาขาในประเทศรวมทั้งสิ้น 328 สาขา แบ่งเป็น BEAUTY BUFFET 259 สาขา BEAUTY COTTAGE 68 สาขา และ BEAUTY MARKET 1 สาขา

นอกจากนี้ได้ปรับดีไซน์ของร้าน BEAUTY BUFFET ซึ่งได้เปิดตัวแล้วในวันที่ 4 ก.ค.62 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี พร้อมทั้งสร้างโมเดลการขายสินค้าประเภท Multi Brand เข้ามาจำหน่ายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวโมเดลนี้ในวันที่ 19 ส.ค.62

สำหรับตลาดต่างประเทศ ในปีนี้มีแผนจะขยายตลาดจำนวน 15 ประเทศ ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่าย13 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ลาว บรูไน อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศจีน(Mainland Chaina) สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนถือว่าเป็นตลาดใหญ่ มีโอกาสทางธุรกิจสูง ปัจจุบันบริษัทได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายแล้วจำนวน 4 ราย มีจุดจำหน่าย 25,296 จุดจำหน่าย

ทั้งนี้ยังเน้นรุกตลาดประเทศจีนโดยกระจายสินค้าผ่านช่องทาง Cross Border E-commerce อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 10 Platformsเช่น TMALL,JD, Kaola,VIP,YUNJI, Little Redbook,Beidiam,Jumei,PIN DUO DUO และ Global Scaner โดยในปีนี้มีแผนเจรจาเพิ่มทั้งจำนวน Platform และขยายจำนวน SKUs สินค้าเข้าจำหน่าย รวมทั้งมีแผนแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในอีก 3 ประเทศเป้าหมายคือ รัสเซีย,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แลพแคนาดา

ขณะที่ผลประกอบการงวดไตรมาส 2 มีรายได้รวม 531.6 ล้านบาท ลดลง 3.1 % จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้รวม 548.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 46.8 ล้านบาท ลดลง 32.8% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 69.6 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 62 บริษัทมีรายได้รวม 1,080.3 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,762.5 ล้านบาท ลดลง 38.7% และมีกำไรสุทธิ 116.3 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 538.8 ล้านบาท ลดลง 78.4%

"ผลประกอบการปรับตัวลดลง เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศหดตัว นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม ผู้ซื้อสินค้ารายย่อยไปจำหน่าย (Wholesale)ลดลงเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดเครื่องสำอาง ด้านตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบจากกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจีน การอ่อนค่าเงินหยวนและค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกสินค้าทุกประเภทไปประเทศจีนน้อยลง"

อย่างไรก็ตามธุรกิจ BEAUTYยังมีศักยภาพในการเติบโตจากการปรับกลยุทธ์โครงสร้างการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศและยังได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายประเทศจีนและประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่อง สินค้า BEAUTY ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนและประเทศในเอเซีย คาดการณ์รายได้ทั้งปี 2562 ที่ประมาณ 2,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.62 แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.035 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 90.10%ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดรวมทั้งสิ้น 104.8 ล้านบาท โดยจะทำการกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับปันผล(Record Date)ในวันที่ 28 ส.ค.62 และกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 9 ก.ย.62