และแล้วความวุ่นวาย ภายในพรรคพลังประชารัฐ ก็จบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเพียงข้ามวันก็เกิดภาพการจับมือกันระหว่าง “มือประสานสิบทิศ” อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กับ “9พรรคเล็ก” ประกาศอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป

แต่จะมีที่ผิดแผก แปลกไป ก็เห็นทีจะเป็นที่ว่ารอบนี้ไร้เงา “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ หลังจากที่ถูก “ลอยแพ” อย่างโดดเดี่ยว !

ที่ลึกไปกว่านั้นคือเกมลอยแพ พรรคเล็กอย่างไทยศรีวิไลย์ รอบนี้ยังมีความซับซ้อนมากไปกว่าที่ตาเห็น !

เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเสีย 1 เก้าอี้ของพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลนั้น กำลังเกิดผลในเชิงจิตวิทยาทางการเมือง ด้วยกันหลายทาง

แม้ด้านหนึ่งจะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการสะท้อนภาพปัญหา ภายในรัฐบาลที่ประกอบไปด้วย “20 พรรค” ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการ และเมื่อพรรคเล็กที่มี 1 เสียง “ออกฤทธิ์” จะด้วยเพราะออกมาเคลื่อนไหวก่อหวอดด้วย “แรงยุ” จาก “มือมืด” ในพรรคพลังประชารัฐ

หรือเพราะถูกจัดฉากให้เป็น “หุ่นเชิด” ด้วยหวังว่า “2บิ๊ก” ทั้ง “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” รวมทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเจ้าของรหัส “สนามไชย1”จะให้ความสำคัญ

แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นว่า มงคลกิตติ์ โดนลอยแพ กลายเป็น “ไก่” ที่เชือดให้พรรคอื่นๆได้ดูว่า แม้พรรคพลังประชารัฐ จะอยู่ในสภาพ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แต่ใช่ว่า จะยอมเป็น “หมูในอวย” ให้เชือดกันง่ายๆ

การสูญเสีย 1เสียงอย่างมงคลกิตติ์ ในท่ามกลางการเปิดประเด็น ความเปราะบางการต่อสู้ในฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเพิ่งเป็นฝ่าย “แพ้โหวต” ฝ่ายค้านไปเพียง 1 เสียง จากผลการลงมติ 204 ต่อ 205 ในร่างข้อบังคับการประชุมส.ส. กำลังกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกดดันต่อ “วิปรัฐบาล” ให้ต้องเร่งหาทาง “ปิดจุดอ่อน” ที่ว่านี้โดยเร็ว

เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เสียงข้างมาก เพื่อยกมือโหวตผ่าน “ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563” ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสมัยวิสามัญ ราวเดือนต.ค.นี้

ถึงกระนั้น หากพรรคพลังประชารัฐที่กำลังเร่ง “จัดทัพ” ด้วยการปรับโครงสร้าง “ตำแหน่งหลัก” ภายในพรรค ยอมอ่อนข้อให้กับ “5พรรคเล็ก” ตามที่มงคลกิตติ์ กล่าวอ้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะใช้กดดันรัฐบาลได้สำเร็จ ที่สุดแล้ว พรรคพลังประชารัฐ จำต้องทนรับสภาพเป็นเสมือน “ลูกไล่”

ด้วยเหตุนี้ การเชือดมงคลกิตติ์ เพื่อยุติทุกความวุ่นวาย ทั้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ไปจนถึงการ “ส่งสัญญาณ” ไปยัง “มือมืด” ในพลังประชารัฐให้อยู่ในความสงบ หยุดสร้างความวุ่นวาย ไม่เช่นนั้น สิ่งที่มงคลกิตติ์เผชิญ อาจลุกลามเป็น “ภัย” มาถึงตัว !