เพจ "Peace News" โพสต์เฟซบุ๊ก หลังจากที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมพูดคุยระหว่างการจัดกิจกรรมต่อลมหายใจผ่านช่อง พีซทีวีเวทีทัศน์ โดยระบุว่า...

กล่อมนายกฯทำผิดถวายสัตย์ฯควรลาออก
ลั่น นปช.น้อมรับชะตากรรมนักสู้เพื่อ ปชต.

“จตุพร” แนะทุกฝ่ายปลุกแก้ รธน.60 ให้จริงจัง ชูธงปลุกประชาชนขอฉันทานุมัติกดดัน สว.อย่าขวางทางสร้าง ปชต. ขจัดวิกฤติประเทศ กล่อม“ประยุทธ์”ทำผิด รธน.ต้องกล้ายอมรับความจริงทั้งทางประเพณีการเมือง แนะขอพระราชทานอภัยโทษ-ลาออกจากนายกฯ แล้วเริ่มตันใหม่สง่างาม แขวะทำเฉยระวังปัญหาลุกลาม เกิดสะสมพอกเป็นหางหมู

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวระหว่างการจัดกิจกรรมต่อลมหายใจ พีซทีวีเวทีทัศน์ ที่ร้านกาแฟพีซคอฟฟี่แอนด์ไลบรารี่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5 เมื่อ 11 ส.ค. 2562 ในหัวข้อ“ประเทศไทยของเรา ภารกิจของเรา”

นายจตุพร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) การถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า นอกจากกล่าวไม่ครบถ้วนแล้ว ยังมีถ้อยคำอื่นเพิ่มมานอกเหนือรัฐธรรมนูญอีกด้วย เรื่องเช่นนี้คนไทยไม่เคยเจอกันมาก่อน เพราะการถวายสัตย์ทุกยุคทุกสมัย นายกรัฐมนตรีต้องอ่านข้อความตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น รวมทั้งการแถลงนโยบายก็ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่ระบุที่มารายได้

“นายกรัฐมนตรีกล่าวขอรับผิดในเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวนั้น เป็นสิ่งที่ควรยอมรับความจริง แต่ความรับผิดชอบต้องมีผลในทางปฏิบัติด้วย ก่อนอื่นนายกรัฐมนตรี ควรขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วจึงจัดการความรับผิดชอบทางการเมืองตามหลัง”

อย่างไรก็ตาม ตนไม่เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะตั้งใจถวายสัตย์ไม่ครบ แต่ในเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ หากไม่รีบแก้ไข จะเกิดปัญหาพอกพูนเป็นดินพอกหางหมู ส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

“นายกรัฐมนตรีต้องรีบดำเนินการหยุดยั้งความเสียหาย โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธีถวายสัตย์ใหม่ หรือ ลาออกก่อน แล้วโหวตเข้ามาใหม่ทีหลัง อย่างไรผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดิม”

นายจตุพร กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ตนได้เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ก่อนทำประชามติ แต่ไม่ง่ายเลยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แม้ ส.ส.จะพยายามเท่าใด แต่ติดล็อคเรื่อง สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 ต้องเห็นชอบในการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

ตนจึงขอยกตัวอย่าง กระแสธงเขียว ก่อนเราจะได้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ภาคประชาชนสามารถทำให้เกิดกระแสตื่นตัวไปทุกย่อมหญ้า จนคนที่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ก็ต้องตามกระแสรับร่างฯด้วยในที่สุด

“ครั้งนี้ก็เช่นกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะใช้เพียงฉันทานุมัติจากนักการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไม่มีทางสำเร็จ เราต้องสร้างฉันทานุมัติของประชาชน ทำให้เกิดกระแส ทำให้คนไทยทุกคนเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือทางออกประเทศ คือวิธีแก้ไขปัญหาวิกฤตชาติ เมื่อเกิดฉันทามติของประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ส.ว.ก็คงยากที่จะต้านทานกระแสประชาชนได้ หากต้านทาน ก็เหมือนเป็นผู้ขัดขวาง การแก้ไขวิกฤติของประเทศ”

นายจตุพร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือการสะสมคดีความ วันพุธที่ 14 สิงหาคมนี้ ศาลชั้นต้นได้นัดพิพากษาคดีก่อการร้าย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการชุมนุม เมื่อเมษา – พฤษภา 2553

“คดีนี้ เราต่อสู้มากว่า 9 ปี อัตราโทษเดียว คือ ประหารชีวิต วันดังกล่าว สิ่งที่เราจะลุ้นผลพิพากษา ก็มีแค่โทษตายกับโทษไม่ตายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เราได้ยกชีวิต อิสรภาพให้การต่อสู้หมดแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรายืนอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท เราน้อมรับชะตากรรม ไม่ว่าผลเป็นอย่างไรเราก็ยอมรับ”

นอกจากนี้ ในสัปดาห์ถัดไป คือวันที่ 20 สิงหาคม ก็มีคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีเล็กน้อย ที่ต่างฝ่ายต่างถอนคดีกันไป และในวันที่ 23 กันยายน ก็จะเป็นการตัดสินในชั้นศาลฎีกาในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และ แกนนำ นปช.อีกหลายคน