ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

วันนี้ถ้าไม่เขียนถึงการสังหารโหดที่เอลปาโซ รัฐเทกซัส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 22 คน และผู้บาดเจ็บอีก 18 คน กับการสังหารโหดที่เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันแค่ 13 ชม. คงไม่ได้แล้ว

นั่นคือเหตุกราดยิงด้วยอาวุธสงครามที่ห้างวอลมาร์ท เมืองเอลปาโซ เกิดขึ้นเช้าวันเสาร์ประมาณ 10.00 – 10.30 น. โดยชาวผิวขาวชื่อแพทริค ครูเซียส อายุ 21 ปี เป็นชายผิวขาวที่ขับรถมาไกลถึง 600 ไมล์จากชานเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ส่วนผู้ตายเป็นพวกเชื้อสายลาตินอเมริกัน และมีชาวเม็กซิกัน 7 คน

ก่อนที่จะมีการกราดปืนสังหาร ฆาตกรโหดได้โพสข้อความในบอร์ดชื่อ 8 chan ที่เผยแพร่ออนไลน์และเป็นบอร์ดพวกขวาจัด ที่ยึดมั่นในคติคนผิวขาวต้องเหนือกว่า ในเนื้อหาของคำประกาศนั้นได้สะท้อนข้อความบางคำจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไปปราศัยหาเสียงโดยใช้คำว่า “ผู้บุกรุก” อันหมายถึงชาวเม็กซิกันที่อพยพข้ามแดนมาจากเม็กซิโก และทรัมป์ยังหัวเราะเมื่อกองเชียร์ตะโกนว่าให้ “ยิงมันเลย”

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์เวลาประมาณ 1 นาฬิกา หรือจะเรียกว่าเช้าวันจันทร์ก็ได้ที่เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ มีชายผิวขาวอายุ 24 ชื่อคอนเนอร์ เบทส์ ได้กราดยิงผู้คนที่ใกล้กับบาร์แห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน รวมทั้งน้องสาวของเขา แต่ผู้ตายส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี

สำหรับฆาตกรรมรายหลังนี้ ตำรวจกำลังสอบหาสาเหตุและมีแหล่งข่าวอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการเหยียดผิว แต่ฆาตกรเป็นผู้ที่มีจิตไม่ปกติ โดยมีความเกลียดผู้หญิง เพราะนายคนนี้ถูกไล่ออกจากไฮสกูล เพราะครูไปค้นพบบันทึกรายชื่อผู้หญิงที่เขาอยากข่มขืนและฆ่า

อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรตัดประเด็นของการเหยียดผิว เพราะคนตายส่วนใหญ่เป็นแอฟริกันอเมริกัน

สำหรับการสังหารโหดรายแรกที่เอลปาโซนั้น ไม่มีข้อสงสัยเรื่องการเหยียดผิว คลั่งชาติ ของคนผิวขาวที่ถือว่าตนเองเหนือกว่า และเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง ทั้งๆที่คนผิวขาวก็ไปปล้นแผ่นดินมาจากคนพื้นเมืองอินเดียนแดง และเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

แต่ทุกวันนี้กลุ่มคนเหล่านี้พยายามปลุกระดมว่าตนเองเหนือกว่าและเป็นเจ้าของประเทศ ด้วยแนวคิดทฤษฎีที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อสร้างความเกลียดชัง

ที่ชัดเจนคือการสังหารโหดครั้งนี้มีความเกี่ยวโยงไม่ใช่แค่การพาดพิงกับคำปราศรัยของทรัมป์ แต่ยังมีการกล่าวอ้างไปสนับสนุนการกราดยิงที่ไครสต์เชิรช์ นิวซีแลนด์ ที่สังหารมุสลิมที่กำลังทำพิธีสวดมนต์ในมัสยิดไปกว่า 50 คน และการกราดยิงโบสถ์ยิวที่ซานดิเอโก

นอกจากนี้เว็บบอร์ดนี้คือ 8 chan ยังเป็นแหล่งประมวลเหตุการณ์ การสังหารโหดชาวผิวสี หรือต่างศาสนิก จากกลุ่มผิวขาว คริสเตียนหัวรุนแรง ที่อ้างความเหนือกว่า และอ้างความเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งเท่ากับเป็นการยุยงปลุกระดมให้ก่อเหตุสังหารโหดต่อไปโดยใช้เว็บ

ทั้งนี้ได้มีผู้วิพากษ์เอฟ.บี.ไอ. ว่าไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ดำเนินการอะไรเลยต่อแนวคิดและการปลุกระดมของกลุ่มผิวขาวหัวรุนแรงพวกนี้

แม้เกิดเหตุการณ์ติดต่อกันแบบนี้และค่อนข้างเป็นที่แน่ชัด ว่ามันมีความโยงใยต่อกลุ่มผิวขาวหัวรุนแรง แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีแนวคิดเหยียดผิวจากการทวิตหรือปราศรัยหลายครั้ง กลับไม่พูดถึงประเด็นนี้ แต่พูดเลี่ยงๆไปว่าการฆาตกรรมโหดเพราะความเกลียดจะต้องไม่เกิดในแผ่นดินสหรัฐฯ

นอกจากการบ่มเพาะความเกลียดของชาวผิวขาวสุดโต่งนี้แล้ว ซึ่งนั่นคือการติดอาวุธทางความคิด แต่ถ้าไม่มีอาวุธให้ใช้อย่างง่ายดาย การสังหารโหดนี้อาจจะเกิดได้น้อย และความสูญเสียอาจไม่มาก แต่สหรัฐฯปล่อยเสรีเรื่องอาวุธอย่างมาก แม้แต่อาวุธสงคราม

ดังที่วุฒิสมาชิกแซนเดอร์ได้กล่าวว่า ในแผ่นดินสหรัฐฯเรามีอาวุธสงครามอยู่ในมือประชาชนถึง 5 ล้านกระบอก ซึ่งมากกว่าที่กองทัพมีเสียอีก

ดังนั้นแซนเดอร์กับคณะจึงพยายามเรียกร้องให้วุฒิสภาจัดประชุมวาระเร่งด่วนเพื่อออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืน

แต่เชื่อเถอะเรื่องนี้แม้จะจัดให้เปิดการประชุมได้ แต่กฎหมายควบคุมอาวุธปืนไม่มีทางผ่านวุฒิสภา เพราะอุตสาหกรรมอาวุธมีเงินมหาศาล และมีอิทธิพลสูงในการล็อบบี้สภา

นอกจากนี้ยังมีการเบี่ยงเบนประเด็นโดยการหันไปโทษเกมส์ออนไลน์ว่าเป็นตัวมอมเมาเยาวชน จนทำให้เกิดความคิดที่จะเข่นฆ่าหากไม่มีการฝังหัวแบบนี้ต่อให้มีอาวุธ ก็คงใช้แค่ป้องกันตนเองและทรัพย์สินเท่านั้น

ข้อกล่าวอ้างนี้อาจมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ถ้าเราลองไปดูที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ที่อุตสาหกรรมเกมส์ออนไลน์เป็นอุตสาหกรรมใหญ่และเป็นที่นิยมมาก แต่ทั้งสองประเทศมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด จึงทำให้ไม่ปรากฏเหตุการณ์สังหารโหดหมู่แบบที่เกิดในสหรัฐฯที่เกิดบ่อยครั้ง จากการใช้อาวุธสงคราม

สำหรับประเทศไทยนั้นใช่ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างในสหรัฐฯ เพราะเหตุการณ์ในภาคใต้ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปลุกระดมให้เกิดความเกลียด จนถึงขั้นเข่นฆ่ากันทั้งอาวุธปืนและระเบิด

แต่แทนที่จะหาสาเหตุและระงับที่เหตุ กลับสร้างปมประเด็นและขยายความโกรธ ความเกลียดกันต่อไป

จนขณะนี้ความโกรธ ความเกลียดได้ขยายลามมาสู่กทม.แล้ว แม้ยังไม่ชัดเจน แต่การมุ่งประเด็นการวางระเบิดไปที่ความเกี่ยวพันกับภาคใต้ ย่อมบ่งบอกโดยชัดเจนว่าฝ่ายความมั่นคงนั้นรู้ดีกว่ามันมีความสัมพันธ์กับความเกลียดความโกรธ แต่ไม่พยายามแก้ที่เหตุแห่งปัจจัย

ในหลายส่วนความเกลียดความโกรธนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการสั่งสอนอบรมทางศาสนา ซึ่งในความเป็นจริงการก่อความรุนแรงและสังหารเพื่อนมนุษย์นั้น ขัดกับหลักทางศาสนาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์

จึงควรที่ทางการจะได้สอดส่องดูแลสถาบันหรือโรงเรียนสอนศาสนาให้อยู่ในแนวทางที่แท้จริงและถูกต้องของศาสนา ซึ่งผู้นำทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ อิสลาม หรือคริสต์ ก็ต้องให้การสนับสนุน ว่ากล่าวตักเตือนไปยังสถาบันในสังกัดแห่งตน

อย่าไปโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย และไม่ควรเลือกปฏิบัติแต่จะต้องมีมาตรการที่ทั่วถึงและเป็นธรรม

นอกจากการปลุกระดมความเกลียด ด้วยศาสนา การปลุกระดมความเกลียดแบบคลั่งชาติก็มีลักษณะไม่ต่างไปจากการปลุกระดมความเกลียดของคนขาวคลั่งชาติศาสนาในสหรัฐอเมริกา

ที่ใกล้เคียงกับสหรัฐฯก็คือการใช้สื่อออนไลน์ในการปลุกระดมความเกลียดชัง ด้วยการปั้นแต่งข้อมูลผสมปนเปความเท็จเพื่อทำให้เกิดความเกลียดชัง โดยอ้างชาติพันธุ์ ซึ่งก็สับสนปนเปผิดๆถูกๆ กับอ้างศาสนาซึ่งก็ไม่ได้ตรงกับหลักศาสนาที่แท้จริง

ประเด็นคือ ทางการปล่อยให้มีการปลุกระดมแบบนี้ได้อย่างโจ่งแจ้งในสื่อออนไลน์ได้อย่างไร ทั้งๆที่มันผิดกฎหมายโดยชัดเจน

หรือบางคนที่มีอำนาจอาจจะคิดแบบทรัมป์ก็ยังไม่ชัดเจน แต่อย่าปล่อยปละละเลย จนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ถึงวันนั้นอย่าไปโทษใครต้องโทษทางการและคนที่ไปหลงงมงาย ปล่อยให้เขาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังฝังในกมลสันดาน จนเกิดการนองเลือดในที่สุด