เมื่อรัฐบาล “ประยุทธ์ 2/1” เริ่มเดินหน้านับหนึ่งในการบริหารงาน ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่พลันล่าสุดกลับเกิดสถานการณ์ความวุ่นวาย เมื่อมีระเบิดป่วนเมือง ตั้งแต่เช้าวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเมื่อวันอาทิตย์ วันหยุดสุดสัปดาห์

โดยมีรายงานข่าวว่าพบระเบิดที่บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน จากการตรวจสอบพบว่ามีการปิดกั้นพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟระยะทางประมาณ 100 เมตร โดยห้ามประชาชนเข้าไปในบริเวณดังกล่าว

ขณะที่ในกรุงเทพฯ ทุกฝ่ายด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบ สืบสวน สอบสวนในทางคดี จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่กทม. โดยได้ดำเนินการทั้งในด้านการเฝ้าระวัง ไปจนถึงการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเฉพาะกิจโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังจากที่จับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอาจเข้าไปมีส่วนการวางระเบิดบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ระหว่างที่กระบวนการทางด้านกฎหมาย ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความเร่งรีบนั้น ต้องยอมรับว่าผลจากแรงระเบิด ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบไปยัง “ความเชื่อมั่น” ต่อรัฐบาลทันที ดังนั้นทั้ง “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ในอาการ “นั่งไม่ติด”

เพราะต้องไม่ลืมว่า เหตุระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นติดๆกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้นมีทั้งที่เกิดการระเบิดผสมปนเปไปกับการมุ่งสร้างความวุ่นวาย ด้วยการวางวัตถุต้องสงสัย เพื่อเขย่าขวัญผู้คนในสังคม และทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรุดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ เกิดเป็นข่าวต่อเนื่อง ตลอดแทบทั้งวัน

คำถามหลายคำถามถูกโยนเข้ามายังรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ถึงความสงบสุขในบ้านเมืองที่เคยให้สัญญาเอาไว้ก่อนหน้านี้ กำลังถูกพิสูจน์ว่า รัฐบาลที่มีพล.อ.ประยุทธ์ อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมานั่งนายกฯเป็นสมัยที่ 2 จะสามารถควบคุมสถานการณ์ หยุดเสียงระเบิดลงได้หรือไม่

ความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อตัวพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้กำกับดูแลงานด้านความมั่นคง อาจมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้น

หากที่สุดแล้วรัฐบาลยังไม่สามารถ “คุมสถานการณ์” ได้จริงตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หารือกับ “ไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศ ของสหรัฐฯ ที่เข้าพบในวาระเดินทางมาไทยเพื่อร่วมประชุมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพและเพิ่งจบลงไป

นอกจากนี้ ไม่ว่าระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้น จะมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ตามที่มีการตั้งข้อสมมติฐาน หรือจะเป็น “ฝีมือ” ของฝ่ายไหนก็ตาม เพราะแม้แต่ฝ่ายค้านยังโยนคำถามมายังรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อหวังที่จะปลุก “มาตรา44” ให้กลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง

ทว่า ทุกข้อสมมติฐาน ทุกข้อสงสัย และความเคลือบแคลงต่างๆ ที่ต่างฝ่าย ต่างโยนกันไป-มา ล้วนแล้วแต่ไม่ส่งผลในทางที่เป็นบวกต่อรัฐบาลทั้งสิ้น เพราะหากไม่สามารถควบคุมเหตุ จนทำให้ความสงบ ความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยไว ผลกระทบที่จะตามมา ย่อมไม่ได้ลามไปเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น !