หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภา คือในข้อที่ 8 การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำใช้มาตรการทางการเมืองควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อให้ภาครัฐปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ถือเป็นรัฐบาลแรกที่แถลงนโยบายต่อต้านการทุจริตต่อรัฐสภา

แน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องถูกจับตาถึงการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายเพื่ออำนวยให้กระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

กระนั้น ในห้วงเวลาที่รัฐบาลประยุทธ์ 2 เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทาง ปรากฎว่ามีคดีค้างเก่าที่เป็นข่าวความคืบหน้าออกมา โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตใหญ่ 2 เรื่องด้วยกัน ที่สำคัญคือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวนั้น เป็นนักการเมืองระดับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล

คดีหนึ่งคือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติในสมัยนั้น พร้อมด้วยพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพวก คดีการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ของตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้วงเงินกว่า 5,848 ล้านบาท โดยมีการยกเลิกแนวทางการจัดจ้างแบบแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และอนุมัติให้รวมสัญญาก่อสร้างเป็นสัญญาเดียว อันเป็นการกีดกัน และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง

คดีนี้นายสุเทพ ได้ปฏิเสธว่าการอนุมัติ การจัดซื้อจัดจ้าง การเปลี่ยนแปลงวิธีการประมูล และการทำสัญญา ทำถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการก่อสร้างว่าจะเสร็จหรือไม่เสร็จ

อีกคดีคือ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องในคดี โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียน จำนวน 56 แห่ง ในพื้นที่เขตการศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีผู้เกี่ยวข้องถูกชี้มูลความผิด 28 ราย ในจำนวนนี้มี นักการเมืองระดับชาติ ที่เป็น ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ และเป็นข้าราชการในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา ผู้อำนวยการโรงเรียน และข้าราชการครูเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบความเชื่อมโยงการกระทำความผิดระหว่างนักการเมือง และข้าราชการในพื้นที่ โดยเริ่มจากการนำงบประมาณที่ได้จากการแปรญัตติของ ส.ส. ที่ระบุเป็นค่าก่อสร้าง ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนที่ประสบอุบัติภัย ไปดำเนินการก่อสร้างสนามฟุตซอล ซึ่งเป็นการก่อสร้างโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่ความต้องการของท้องถิ่นและโรงเรียนบางแห่งไปสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้ง ทั้งที่ต้องสร้างในพื้นที่ร่ม และพื้นสนามไม่ได้มาตรฐาน จนเกิดมูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านบาท

คดีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล เฉพาะใน พื้นที่ จ.นคร ราชสีมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุ กรรมการไต่สวนรวม 8 เขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัด สพฐ. โดยมี 7 เขต ที่รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการระดับสูงจาก สพฐ.ส่วนกลาง ข้าราชการระดับสูงในสังกัด เขตพื้นที่การศึกษานั้น ๆ และผู้อำนวยการโรงเรียน มีเพียงเขต 2 ที่มีการกล่าวหานักการเมืองระดับชาติ ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว

ทั้ง 2 คดีนี้ย่อมเป็นที่จับตา ผลในทางคดีของทั้งสองคดี อาจเป็นเป็นปัจจัยหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลสำเร็จของการดำเนินนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลประยุทธ์ด้วย