จากกรณีที่มีกระแสในโลกโซเชียลติด # แพรวา 9 ศพจนติดเทรนด์ทวิเตอร์อันดับ 1 เมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น มาจากกรณีที่ผู้เสียหายในคดีอุบัติเหตุบนทางด่วนโทลเวย์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ได้โพสต์ข้อความไม่ได้รับเงินเยียวยาตามคำพิพากษาศาลแพ่ง รวมถึง ครอบครัวญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 คน อีกทั้งผู้ก่อเหตุซึ่งขณะนั้นยังเป็นเยาวชนไม่เคยมาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายหรือฟังคำพิพากษาด้วยตนเองแต่อย่างใดนั้น

ทางกระทรวงยุติธรรม โดยนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่าคดีนี้ศาลแพ่งชั้นฎีกามีคำพากษาสั่งให้จำเลยชดใช้ผู้เสียหายประมาณ 26 ล้าน 8 แสนบาท เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่จำเลยไม่ติดต่อดำเนินการชดใช้ โดยทางผู้เสียหายหรือโจทก์มีหน้าที่ต้องไปยื่นคำฟ้องที่ศาลแพ่งเพื่อขอหมายบังคับคดี ซึ่งผู้เสียหายมีอำนาจที่จะเข้าไปสืบทรัพย์ของจำเลยทุกรายได้ว่ามีทรัพย์สินเท่าไหร่ ถือเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายต้องดำเนินการสืบทรัพย์เอง แต่ปกติจะมีทนายเข้าไปทำหน้าที่แทนให้ ทั้งนี้ หากเป็นการฟ้องกลุ่มก็ให้คนใดคนหนึ่งไปดำเนินการได้และคนอื่นก็สามารถเข้าชื่อร่วมในภายหลังได้ เมื่อผู้เสียหายสืบทราบรายการทรัพย์สินทั้งหมดแล้วก็ต้องไปยื่นต่อกรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการอายัด ซึ่งไม่สามารถทำธุรกรรมได้และจะเข้าสู่กระบวนการนำทรัพย์ขายทอดตลาด ถ้าสืบทรัพย์ของจำเลยทั้ง 4 รายเพียงพอที่ศาลสั่งให้ชดใช้ก็เป็นอันจบไป หากจำนวนทรัพย์ไม่เพียงพอก็จะไปขั้นตอนการล้มละลายต่อไป โดยกระบวนนี้ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง

ขณะที่ในส่วนของอัยกรสูงสุด นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่าพร้อมจะให้คำแนะนำ วิธีการดำเนินการด้วยตัวเอง การเขียนคำร้องยื่นกรมบังคับคดี โดยเราจะแนะนำให้เขียน แล้วตรวจสอบดูให้ว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยพร้อมให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

อีกด้านหนึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น จากรายงานการดำเนินการของศูนย์นิติศาสตร์ในการยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายในคดีเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนทางด่วนโทลเวย์ ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.tulawcenter.org เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ระบุตอนหนึ่งว่า นับเป็นระยะเวลากว่า 9 ปี ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ผู้เสียหายและทีมทนายความต่างเฝ้ารอและต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเยียวยาความเสียหายให้ได้มากที่สุด บัดนี้ คดีได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297-308/2562 โดยศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีระหว่างโจทก์ที่ 6 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จเด็ดขาดตามยอมสัญญาประนีประนอมยอม ฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2561 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในแต่ละคดี ซึ่งรวมค่าสินไหมทดแทนที่ศาลฎีกากำหนดให้ทุกคดีแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,261,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น และศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562

โดยทนายความผู้รับผิดชอบสำนวนคดีได้ชี้แจงผลคำพิพากษาให้แก่โจทก์พร้อมดำเนินการส่งคำบังคับเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลภายใน 30 วัน เรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายทุกคนเคารพคำพิพากษาของศาลและยอมรับจำนวนเงินที่พึงจะได้รับ ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะได้รับการชดใช้เยียวยาจากจำเลยเมื่อใดนั้น ก็ยังคงเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในขั้นตอนบังคับคดีต่อไป

กระนั้น เราขอเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียหายในคดีนี้ ให้ได้รับการชดใช้และเยียวยา แม้จะไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปก็ตาม