ในที่สุดคณะผู้พิจารณาวินิจฉัยขององค์การการค้าโลกหรือ (WTO) ก็ได้วินิจฉัยอีกครั้งว่าประเทศไทยมิได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยขององค์กรระงับข้อพิพาท (DSB) ในการดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลากรกรณีมาตรการทางศุลกากรและการเงินต่อบุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์หรือหากจะสรุปง่ายๆคือประเทศไทยไม่ยอมปฏิบัติตามคำตัดสินของ WTO ก่อนหน้านี้นั้นเอง

นับเป็นการแพ้ครั้งที่ 3 และแพ้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยหลังจากที่ข้อพิพาทระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วแต่ก็มีการต่อสู้คดีที่ WTO กันอย่างยืดเยื้อยาวนาน โดยการกล่าวหาผู้นำเข้าบุหรี่ซิกาแรตจากฟิลิปปินส์ว่าสำแดงราคานำเข้าบุหรี่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้รัฐเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 68,000 ล้านบาทซึ่ง WTO ได้ตัดสินไปตั้งแต่ ปี 2554 แล้วว่าไทยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะปฏิเสธราคานำเข้าของผู้นำเข้าจากฟิลิปปินส์

แต่ประเทศไทยกลับดำเนินการฟ้องคดีอาญาต่อผู้นำเข้าโดยระบุว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องภายในประเทศไม่เกี่ยวข้องกับคดีใน WTO ขณะที่ WTO ตัดสินว่าการฟ้องคดีอาญาต่อผู้นำเข้าของไทยอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการระงับข้อพิพาทของ WTO และกฎหมายศุลกากรของไทยนั้นก็อนุวัติการให้สอดคล้องกับพันธกรณีของ WTO ด้วยเช่นกัน จึงต้องเคารพกติกาการค้าระหว่างประเทศด้วย นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญของไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

การเรียกร้องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ให้รัฐบาลไทยยอมรับคำตัดสินและเพิกถอนการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในครั้งนี้กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในแง่การค้าการลงทุนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานองค์กรระงับข้อพิพาทของ WTO และประธานอาเซียนอยู่ในขณะนี้ เพราะเท่ากับว่าประเทศไทยอาจดำเนินการใดๆตามอำเภอใจ โดยไม่เคารพต่อพันธกรณีของ WTO และแม้ว่าจะมีการตัดสินไปแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังคงเพิกเฉยต่อคำตัดสินดังกล่าวได้ต่อไป

การตัดสินใจของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงการคลังในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากไทยยังเพิกเฉยต่อคำตัดสินต่อไป ไม่เพียงแต่ผลเสียต่อความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีแต่มีนัยสำคัญไปถึงบทบาทของไทยในเวทีการค้าพหุภาคีของ WTO อีกด้วย และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่กลไกการตอบโต้ทางการค้าในมูลค่ากว่า 84,000 ล้านบาทตามคำสั่งฟ้องของเดิมอัยการ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษกิจของประเทศอย่างแน่นอน

รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา จึงควรเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง หากประเทศไทยดำเนินการไม่ถูกต้องจริงตามคำตัดสินของ WTO ก็ควรเร่งแก้ไขหรือหาทางเจรจาเพื่อหาทางออกฉันมิตร ที่ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของ 2 ประเทศได้และยังรักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในองค์กรการค้าโลกได้ต่อไป