สู้อุตส่าห์ออกแรงเดินสายไปพบปะ พูดคุยกับองค์กรและบุคคลต่างๆในยุโรปรวมทั้งที่สหรัฐฯ ตลอดจนยังไม่ลืมที่จะให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึง "การเมืองไทย" ภายใต้การนำของรัฐบาล "ประยุทธ์2/1" อย่างเข้มข้น แต่ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่า "แรง" ที่ลงไป ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะยังไม่สามารถเกิดเป็นมรรคเป็นผล อย่างที่หมายใจเอาไว้

เนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์สื่อนอก หลายสำนักล้วนออกมาในทิศทางที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือการสะท้อนว่าแม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง แต่กลับยังไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ภารกิจของพรรคอนาคตใหม่จึงยังคงต้องเดินหน้าตัดวงจรการทำรัฐประหารต่อไป

นอกจากกระแสที่หวังปลุกเร้าให้ "โลกล้อมไทย" ไม่ได้ผลแล้ว ล่าสุดยังกลายเป็นว่า ตัวธนาธรเองกลับถูกโจมตีอย่างหนัก ถึงขั้นเปรียบเทียบ ว่าธนาธร ดูจะไม่ต่างไปจาก "ออกญาจักรี" ขุนนางกรุงศรีเข้าเพ็ดทูลต่อพระเจ้าบุเรงนองแห่งตองอู เพื่อเสนอแผนที่สามารถจะทำให้กรุงศรีอยุธยาอ่อนแอและพ่ายแพ้พม่าในที่สุด

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า "กระแสตีกลับ" ที่ธนาธร ต้องเผชิญในครั้งนี้นั้น นอกจากจะไม่สามารถ เขย่ารัฐบาลใหม่ ของ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตามเป้าหมายแล้ว

ล่าสุด "ไมค์ ปอมเปโอ" รัฐมนตรีว่าการเกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ส่งสารถึงรัฐบาลชุดใหม่ของไทยว่า สหรัฐอเมริกาตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ของไทย เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศ

"พันธไมตรีระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยแข็งแกร่งเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาไม่เปลี่ยนแปลง และเราจะยังคงสนับสนุนประเทศไทยในฐานะผู้นำของภูมิภาค อันรวมถึงการเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นเมื่อเราร่วมมือกันขับเคลื่อนเป้าหมายที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน"

แน่นอนว่าท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีต่อรัฐบาลใหม่ ของไทยนั้นแม้จะไม่มีอะไรเกินไปจากความคาดหมาย เพราะสหรัฐ ฯไม่ได้บอยคอตไทย แต่การมองไปยังการเมืองระหว่างประเทศ แล้วสหรัฐฯเองย่อมประเมินได้ไม่ยากว่า เหตุใดจึงต้องให้น้ำหนักกับรัฐบาลใหม่ของไทย

ขณะที่การเดินสายของธนาธร นั้นนอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่หวังจะใช้ "โลกล้อมไทย" แล้ว อีกทางหนึ่งธนาธร ยังถูกจับตาในเรื่องของ "คดีถือหุ้นสื่อ" ที่กำลังพันคอของตัวเองว่าจะเดินไปได้สุดทางแค่ไหน

อย่างไรก็ดีการปรับโหมดของรัฐบาลใหม่ ของพล.อ.ประยุทธ์ ในจังหวะนี้น่าสังเกตว่า ใช้วิธีการ "แบ่งกันเล่น" อย่างชัดเจน เมื่อฝ่ายรัฐบาล เร่งผลิตผลงานทันที เมื่อเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ส่วนเกมในสภาฯ ที่วางคิววันแถลงนโยบายรัฐบาล เอาไว้วันที่ 25 ก.ค.นี้ก็คงไม่ต้องห่วงหน้า พะวงหลังว่า "ฝ่ายค้าน" จะใช้เวทีสภาฯ ชำแหละเป็นรายบุคคลตั้งแต่ นายกฯประยุทธ์ ไปจนถึงรัฐมนตรีนับ10 ราย

เพราะกลไกในสภาฯมีทั้ง "พรรคพลังประชารัฐ" และพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจน "สว." ที่แม้ประกาศตัวว่าจะไม่ทำหน้าที่ "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ" แต่เชื่อเถอะว่า สว.บางส่วนจะแบ่งภาคมาทำหน้าที่คุ้มกัน นายกฯ มิหนำซ้ำยังต้องไม่ลืมว่า กว่าที่ฝ่ายค้านจะได้ฝ่าด่านได้ข้อสรุปว่าจะอภิปรายนโยบายกันกี่วัน กี่คืน กี่ชั่วโมงนั้นก็ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านด่าน "ประมุขสภาล่าง-สภาสูง" อยู่ดี !!