ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับกรอบประมาณการการส่งออกใหม่ปี2562 ใหม่ โดยปรับลดลงมาที่ 1-ลบ 1% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโต 3-5% และอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลงมาอยู่ที่ 2.9-3.3% จากเดิมเติบโต 3.7-4% เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจของไทยที่อ่อนแรง สะท้อนจากการส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ ที่ติดลบ 2.7% และการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย ยังขยายตัวในระดับต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม กกร.ยังคงกรอบอัตราเงินเฟ้อปีนี้ไว้ที่ 0.8-1.2% เช่นเดิม แต่ลดตัวเลขส่งออกและจีดีพีลง เพราะเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังออกมา แต่ก็ยังมองว่าไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลจากการส่งออกที่ลดลง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้

นอกจากนี้ กกร.ยังได้เตรียมข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการยกระดับ คุณภาพแรงงานไทย โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้าง ที่ควรขึ้นตามความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไตรภาคี การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานเป็นต้น พร้อมกับยังได้จัดทำสมุดปกขาวไว้ เพื่อที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เพื่อให้นำไปดำเนินการ โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเอกชน การทำงานของรัฐที่ควรร่วมกับเอกชนมากขึ้น การดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐที่มีอยู่ให้ต่อเนื่องเช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นต้น

ถือว่าเป็นประเด็นร้อนรับ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัครที่ 2 /1 ที่กำลังมีรัฐมนตรีตัวจริงเข้าไปดูแลรับผิดชอบกระทรวงด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่ภาคเอกชนจับตากันก็คือ ใครจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เนื่องจากมาจากคนละพรรคการเมือง

ขณะเดียวกันการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ก็ทำให้ภาคเอกชนวิตกว่า แต่ละพรรคจะมุ่งเน้นดำเนินนโยบายของพรรคตนเองที่ได้หาเสียงเอาไว้กับประชาชน จนอาจกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ข้อห่วงใยของภาคเอกชนนั้น น่าจะคลายความกังวลไปได้บ้างเมื่อได้ฟังจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่แม้จะแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เนื่องจากมีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่ยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องของนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่คล้ายๆกัน คือ พยายามที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีความสามารถสูงในอนาคต และพยายามช่วยฐานรากให้มากขึ้น ต่างกันแค่รายละเอียดซึ่งขณะนี้ตัวแทนแต่ละพรรคได้หารือกันอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ ดร.สมคิด มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศและนักลงทุนได้ โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไม่ดี ต้องหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โครงการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมไว้นานแล้วรอรัฐมนตรีใหม่เข้าไปดำเนินการ ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ประคองกันไปได้

อย่างไรก็ตาม เราต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะออกมานี้ จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วน ที่ครม.ด้านเศรษฐกิจจะต้องแบกรับความคาดหวังของประชาชนไปด้วย