ป.สอบ รอง ผบก.จ.ราชบุรี หลังพบสนิทใกล้ชิดผู้กองเส้นใหญ่
เจ้าของร้านทองมอบกระเช้าขอบคุณกองปราบช่วยคลี่คลายคดี

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.62 จากกรณี พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5. บก.ป. นำกำลังจับกุม ร.ต.อ.ภาคภูมิ หรือ หยอง ทองแจ้ง หรือ ผู้กองหยอง อายุ 48 ปี รอง สว.ป.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และน.ส.เพชรรัตน์ ตั้งสิริเมธาพร 48 ปี สองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 973-974 /2562 ในข้อหาร่วมกันจ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังสืบทราบว่าเป็นผู้ว่าจ้างกลุ่มชายฉกรรจ์ไปดักรุมทำร้าย นายอนุพันธ์ ทวีสิทธิศักดิ์ เจ้าของร้านทองแสงเจริญ ในอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นอดีตสามีของ น.ส.เพชรรัตน์ และบุคคลใกล้ชิดของนายอนุพีนธุ์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีปมเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องการแบ่งทรัพย์สินสมรมที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่าง นายอนุพันธุ์ กับ น.ส.เพชรรัตน์ หลังจากที่ได้อย่าล้างกันมานานกว่า 3 ปี ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายอนุพันธ์ ทวีสิทธิศักดิ์ เจ้าของร้านทองแสงเจริญ ในอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้เสียหาย ได้เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป. เพื่อมอบกระเช้าของขวัญขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว หลังทราบว่าสามารถจับกุมตัว ร.ต.อ.ภาคภูมิ และ น.ส.เพชรรัตน์ สองผู้ต้องหาตัวการสำคัญที่เหลืออยู่ได้เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทาง นายอนุพันธุ์ ผู้เสียหาย ได้เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ให้ช่วยรับโอนคดีดังกล่าวมาอยู่ในความดูแล เนื่องจากผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดีประกอบกับคดีไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ก่อนจะมีการโอนคดีดังกล่าวมาอยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อที่ทางกองปราบฯจะได้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่คดีดังกล่าวถูกโอนสำนวนคดีมายังกองปราบแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวก็ได้เร่งลงพื้นที่สืบหาพยานหลักฐานเป็นการด่วน เนื่องจากช่วงระยะเวลาในการทำงานนั้นมีค่อนข้างจำกัด

กระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากพยานบุคคลและพยานแวดล้อมต่างๆ เกี่ยวกับผู้ต้องหาทั้งสองรายซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกลุ่มคนร้ายไปลงมือก่อเหตุ จนสามารถออกหมายจับและนำไปสู่การติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนที่เหลืออยู่ได้ดังกล่าว ทำให้ขณะนี้สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้ครบทุกรายแล้ว ทั้งนี้สำหรับจำนวนเงินในการว่าจ้างคนร้ายไปก่อเหตุนั้น จากคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทั้ง 4 คน ที่ถูกตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ทราบว่าได้รับค่าจ้างจาก ร.ต.อ.ภาคภูมิ และ น.ส.เพชรรัตน์ เป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 3-5 หมื่นบาท

ด้าน นายอนุพันธ์ กล่าวว่า รู้จักและสนิทสนมกับ ร.ต.อ.ภาคภูมิ ผู้ต้องหามาตั้งแต่เขายังเป็นตำรวจชั้นประทวน ซึ่งหลังตนเลิกกับภรรยาก็ได้นำลูกสองคนมาเลี้ยง ส่วนภรรยานำลูกอีกคนไปเลี้ยง ตนจึงยกร้านทองให้ อดีตภรรยาไปใช้ทำมาหากิน ระหว่างที่เลิกกัน ร.ต.อ.ภาคภูมิ ก็เข้าไปคอยช่วยเหลือดูแล น.ส.เพชรรัตน์ กระทั่ง น.ส.เพชรรัตน์ ได้ขอตึกแถวราคา 25 ล้านที่ตนเลยบอกว่าจะยกให้ลูกและมรดกอื่นๆ รวมร้อยล้าน แต่ตนไม่ยินยอม อดีตภรรยาก็ได้ไปยื่นฟ้องร้องต่อศาล

นายอนุพันธ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นตนเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามีคนคุกคาม เริ่มจาก นายโกมลรัตน์ รุ่งเรือง น้องชาย ได้ถูกคนร้าย 2 คน ตีได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าคนร้ายมุ่งจะทำร้ายตน เนื่องจากตนได้ให้น้องชายขับรถให้ คนร้ายคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตน หลังจากนั้นก็ได้จ้างคนมาดูแลความปลอดภัยให้ แต่ก็ไม่วายมาโดนตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

"หลังเกิดเหตุตำรวจท้องที่จับกุมคนร้ายที่รุมตีผมได้ แต่ไม่ยอมจับคนจ้างวาน จึงเข้าร้องกองปราบจนมีการจับกุมดังกล่าว ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.และ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป.ที่ช่วยติดตามจับกุมคนจ้างวานมาได้ อย่างไรก็ตามหลังเกิดเรื่องลูกๆ ก็อกสั่นขวัญหาย แต่พอจับกุมคนร้ายได้สภาพจิตใจลูกๆ ก็ดีขึ้นมาก" นายอนุพันธ์ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากสามารถจับกุม ร.ต.อ.ภาคภูมิ และ น.ส.เพชรรัตน์ สองผู้ต้องหาคนสำคัญทางคดีซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้แล้วนั้น ทางพนักงานสอบสอบสวน กก.5 บก.ป. ก็ได้เชิญตัว นายตำรวจตำแหน่ง รอง ผบก.ภ.จ.ราชบุรี ท่านหนึ่งมาเข้าให้ปากคำเกี่ยวกับคดีดังกล่าวในฐานะพยาน หลังพบว่ามีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ ร.ต.อ.ภาคภูมิ โดยใช้เวลาในการให้ปากคำนานร่วม 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับออกไป ทั้งนี้จากคำให้การของรอง ผบก.ภ.จ.ราชบุรี ท่านดังกล่าว ทราบว่ารู้จักมักคุ้นกับ ร.ต.อ.ภาคภูมิ จริง เนื่องจาก ร.ต.อ.ภาคภูมิ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาก่อน แต่ยืนยันว่าตนเองไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือให้การช่วยเหลือทางคดีดังกล่าวอย่างแน่นอน