สถาพร ศรีสัจจัง

สังคมประเทศศรีลังกานั้นฟังว่ามีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกับสังคมไทยหลายประการ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานความคิดทางสังคมด้านหลักที่เป็นพุทธแบบเถรวาท แม้ในห้วงเวลาหนึ่ง พุทธศาสนาในประเทศนั้นจะถูกทำลายไปจนเกือบจะสิ้นซากในครั้งหนึ่ง แต่ก็สามารถฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้อย่างน่าพอใจในปัจจุบัน และการฟื้นฟูดังกล่าวนั้นก็นำได้รับการหนุนช่วยอย่างจริงจังเอาการเอางานจากพคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชาวไทยอย่างที่รู้ๆกัน
               
นอกจากพื้นเพรากฐานความคิดทางสังคมแล้ว เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งทางสังคม เช่น ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ความขัดแย้งทางศาสนา ความขัดแย้งด้านแนวคิดทางการเมือง ฯลฯก็มีส่วนคล้ายคลึงกับสังคมไทยไม่น้อย
              
ศรีลังกานั้นมีชาติมีกลุ่มชาติพันธุ์สิงหลเป็นหลัก ประมาณร้อยละ 70 นับถือพุทธแบบเถรวาท ชาติพันธุ์รองคือ
ชาวทมิฬ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูประมาณ ร้อยละ 12 ส่วนที่นับถือศาสนาอิสลาม(ทั้งสิงหล/ทมิฬ) มีประมาณร้อยละ 7
             
แต่เดิมเผ่าพันธุ์ทมิฬมักเป็นชนชั้นสูง ร่ำรวย แต่หลังได้รับเอกราช ชาวสิงหลซึ่งเป็นชนส่วนข้างมากมักได้รับฐานะเป็นผู้ปกครองหรือข้าราชการระดับสูง ชาวทมิฬที่รู้สึกว่าพวกตนถูกลดอำนาจลงไปเรื่อยๆและไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเริ่มก่อขบวนเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิต่างๆ จนท้ายสุดก่อขึ้นเป็นกองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่า "กลุ่มทมิฬฮีแลม" ต่อสู้กับอำนาจรัฐอย่างจริงจังยาวนาน เพิ่งมีการเจรจายุติสงครามกลางเมืองกันได้เมื่อสักช่วงทศวรรษก่อนนี่เอง
             
เมื่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์นำสิ่งที่เรียกว่า "การก่อการร้ายระดับโลก" มาให้ ศรีลังกาที่มีกลุ่มคนนับถือศาสนาอิสลามอยู่เพียง2 ล้านคน (จากประชากรประมาณ 22 ล้านคน) ก็เข้าร่วมแถวการก่อการร้ายกับเขาด้วย ดังเคยปรากฏมีกรณี "ระเบิดฆ่าตัวตาย"ขึ้นพร้อมๆกันไม่น้อยกว่า 6 จุดในพื้นที่สำคัญของกลุ่มคนนับถือศาสนาคริสต์จนทำให้คนบริสุทธิ์ต้องล้มตายไปเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งศาสนสถานเก่าแก่สำคัญๆของชาวคริสต์ก็พลอยเสียหายไปด้วย ปรากฏการดังกล่าวนี้เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง
             
 ที่จริงความรุนแรงครั้งสำคัญที่ได้คร่าชีวิตคนหนุ่มสาว(ส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาปัญญาชน)ชาวศรีลังกาเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงปี พ.ศ. 2514 คือก่อนเกิดเหตุการณ์ "14 ตุลาฯ"2516 ในเมืองไทย 2 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้น "อำนาจรัฐ" ศรีลังกาภายการนำของกองกำลังจัดตั้งติดอาวุธที่เรียกว่า ไตำรวจทหาร" ได้ล้อมปราบเช่นฆ่าจับกุมคุมขังคนหนุ่มสาวในขบวนการ "ชนตะ วิมุกติ พีระมุนา" ที่เรียกร้อง "การปฏิรูปสังคม" ไปเป็นจำนวนนับพันคน
             
 ความรุนแรงครั้งดังกล่าว อย่างน้อยก็ได้รับการตราเป็นวรรณกรรมชิ้นสั้นๆแต่ทรงพลังไว้อย่างชัดเจนถึงเหตุปัจจัยของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในศรีลังกาครั้งนี้ ,ในงานเขียนเชิงกวีนิพนธ์ขนาดยาวชื่อ "Violence Lanka : The day for Slauther" ที่มูลนิธิโกมล คีมทอง ภายใต้การจัดการของ ส.ศิวะรักษ์มอบให้อาจารย์วิทยากร เชียงกูรเป็นผู้แปลออกมาเป็นภาคไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้างแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง 2 คราด้วยกัน
                
ในหนังสือเล่มน้อยดังกล่าวนี้เอง มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผู้เขียนซึ่งเป็นนักบวชในคริสตศรสนาชาวสิงหลที่ชื่อ "สาวก โยฮัน เทวนันทะ" กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้ว "อาณาจักรคือสมบัติของโจร" ตามแนวคิดที่นักรัฐศาสตร์โบราณบางท่านเคยกล่าวไว้!
                   
ดังนั้นย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า "รัฐ" "อาณาจักร" หรือ "อำนาจรัฐ" ย่อมมีไว้เพื่อเป็น "เครื่องมือ" ในการ "ปล้น"!
                
 จึงเป็นที่ปรารถนาของกลุ่ม "โจร" ยิ่งนัก!
                 
ซึ่งในความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ นัก "เศรษฐศาสตร์การเมือง" นามอุโฆษอย่าง คาร์ล มาร์กซ์ก็ได้อธิบาย

ชี้ชัดไว้อย่างละเอียดด้วยแล้วมิใช่หรืออยากรู้ก็ลองไปหาอ่านกันดู!
                  
เมืองไทยเราละ? ท่านนายกฯ(ที่มาจากการเลือกตั้ง?) อย่างท่านนายกฯลุงตู่ละ? ฟังเรื่องความรุนแรงที่ศรีลังกาแล้ว-คิดถึงภาพของความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้น(และจะขยายใหญยิ่งขึ้นใน อนาคตอันใกล้?)ในเมืองไทยอย่างไรบ้างครับ?!!!!