PTT-KV-DJSI-Online

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุทิน วรรณบวร ผู้สื่อข่าวอาวุโส โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กกรณีมีกระแสต้านวาทกรรมสร้างความขัดแย้ง หรือ hate speech ในโซเชียลมีเดียว่า...

ละเมิดสถาบันคือที่มาของการตอบโต้ในโซเชี่ยล

ฟังนายกฯพูดกับสื่อและคนโลกสวยตลอดถึงพวกดัดจริตทั้งหลายพูดถึงความรุนแรงเลวร้าย ของวาทกรรมเกลียดชัง หรือ hate speech ในโซเชี่ยล แล้วรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ดัดจริตพูดเพียงให้ตัวเองดูดีเท่านั้น คือไม่มีใครสักคนพูดถึงต้นตอของปัญหา ทำให้เข้าใจว่าคนในโซเชียลด่าว่าขัดแย้งกันเพราะเรื่องส่วนตัว

เราคนหนึ่งที่โพสต์ข้อความในโซเชี่ยลบ่อยมาก ขอยืนยันว่าตั้งแต่เคลื่อนไหวในโซเชียลมาสิบกว่าปี พบว่าความขัดแย้งข้อโต้แย้งกันในโซเชียลส่วนใหญ่เกิดมาจากที่คนกลุ่มหนึ่ง ฝ่ายหนึ่ง พวกหนึ่ง "จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน" แล้วส่วนใหญ่ที่รักเคารพเทิดทูนสถาบันลุกขึ้นมาปกป้อง ตอบโต้จนลุกลามกลายเป็น hatepeech

ถ้าย้อนไปดูที่มาการตอบโต้ในโซเชียลจะพบว่าเริ่มตั้งแต่หลังยึดอำนาจ ก.ย. 2549 เมื่อผู้สูญเสียอำนาจใส่ร้ายกล่าวหาว่าสถาบันให้ทหารยึดอำนาจเขา ก่อนถูกยึดอำนาจผู้นำรัฐบาลได้สร้างวาทกรรมที่ส่อไปในทางจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันหลายครั้งหลายครา จนทหารใช้คำว่า "หมิ่นสถาบัน" เป็นข้อหนึ่งในเงื่อนการยึดอำนาจ

ตั้งแต่นั้นมากลุ่มนักการเมือง นักเคลื่ิอนไหวทางการเมืองก็ใช่้เวทีชุมนุมปราศรัยโจมตีใส่ร้ายสถาบัน ซึ่งถูกจับติดคุกติดตะรางไปหลายราย หนีไปต่างประเทศก็มาก ช่วงนี้เองที่โซเชี่ยลของฝ่ายปกป้องสถาบันเริ่มออกมาตอบโต้ กับฝ่ายโจมตีสถาบัน

การใช้โซเชียลตอบโต้โจมตีกันไปมาได้ขยายวงลุกลามตามอัตราการขยายตัวของการใช้โซเชียลที่มากขึ้นทุกวัน ในขณะที่ฝ่ายโจมตีสถาบันทำเป็นกระบวนการ มีองค์กรนำทั้งในพรรคการเมือง เครือข่ายนักกิจกรรม และสื่อในเครืิอข่ายทั้งในและต่างประเทศ ขยายวงลุกลามโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายปกป้องสถาบันไม่มีกระบวนการจัดตั้งที่แน่นอน ต่างคนทำเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นการโจมจีใส่ร้ายสถาบันก็แห่กันกับตอบโต้อย่างอิสระเหมือนนักรบโรนิน ในกรณีการตอบโต้กันล่าสุด ที่คนโลกสวยทั้งหลายมองว่าเป็นวาทกรรมเกลียดชังนั้น มันเกิดมาจากที่ฝ่ายปกป้องสถาบันเคลือบแคลงสงสัยและปักใจเชื่อว่าพรรคการเมืองบางพรรคเป็นปฎิปักต่อสถาบัน

ประชาชนได้เห็นพฤติกรรมอันตรายที่ส่อไปในทางไม่เอาสถาบันตั้งแต่หัวหน้าพรรคที่พูดว่า "เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียงวาทกรรม" เลขาพรรคอภิปรายในหลายกรรมหลายวาระว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นทรราชอยู่ในตัว" เลขาพรรคเป็นตัวตั้งตัวตีคนหนึ่งในการเคลื่อนไหวให้ยกเลิกกฏหมายปกป้องสถาบีนหรือก.ม. อาญามาตรา ๑๑๒

เลขาพรรคเหิมเกริมถึงขนาดจะออกกฏหมายไม่ให้พระมหากษัตริย์มีกระแสพระราชดำรัสต่่อสารธาณะและจะให้พระมหากษัตริย์ไปสาบานตนในสภา ฯลฯ ความขัดแย้งที่มาของ hatespeech ล่าสุดมันเริ่มจากมีเฟสบุคของโฆษกพรรคได้เผยแพร่ภาพถ่ายที่ไม่เหมาะสมล้อเลียนไม่เคารพในหลวงรัฐกาลที่ ๙ ทำเกิดความโกรธแค้นในหมู่คนรักสถาบัน นั้นคือที่มาของการตอบโต้จนถึงวันนี้
คนโลกสวยทั้งหลายต้องสำเหนียกด้วยว่าชาวไทยส่วนใหญ่เทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ื๙ เหมืิอนพระโพธิสัตว์ และจะตอบโต้ผู้ที่ละเมิดพระองค์จนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อพูดถึง hatespeech ในโซเซี่ยลให้พิจารณถึงที่มาด้วย

หลายยกเอาประเด็นที่มีคนสะใจหรือเยาะเย้ยที่นายสรวิทย์ หรือจ่านิวถูกทำร้าย โดยที่ไม่พูดถึงหรือมองข้ามละเลยสิ่งที่จ่านิว โพสต์ข้ิอความล่วงละเมิดป๋าเปรม และสิ่งที่เขาละเมิดสถาบันตลอดถึงการที่เขาดึงธงชาติไทยลงจากเสาแล้วชักธงดำขึ้นแทน
เน้นนะครับว่าการตอบโต้หรือ hatepeech ในโซเชี่ยลระหร่างคนที่ละเมิดสถาบันฯกับคนที่ปกป้องสถาบันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของปัจเจกชน