คุณสมบัติของผู้ทำงานสื่อมวลชนข้อหนึ่งคือ ต้องมี “วิจารณะ”

“งิจารณะ” หมายถึงจำแนกแยกผิดแยกผิด-ถูก ชั่ว-ดีได้ชัดแจ้ง และเลือกสิ่งที่ถูก เมื่อผู้ทำงานสื่อฯมีวิจารณะ “สื่อ”ที่ทำออกมาจึงจะมีคุณประโยชน์ เป็นสิ่ง “ดี” ไม่ใช่สิ่งที่มีพิษ

สังคมพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสื่อมวลชนกันมาก แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง เพราะสังคมทุกวันนี้ใช้เสรีภาพกันอย่างเต็มที่ แต่ก็นึกถึงหน้าที่ความรับผิดชอบกันอย่างไม่เต็มที่ด้วย

เสรีภาพของสื่อฯ อันเป็น “สิทธิ” ที่ไม่อาจล่วงละเมิดนั้น ต้องคู่กับ “หน้าที่” ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง “เสรีภาพ” นั้นเป็นคำกลาง ๆ คือเสรีภาพนั้นนำไปสู่ทางดีก็ได้ นำไปสู่ทางชั่วก็ได้

หากปล่อยเสรีภาพตามกิเลสตัณหากันอย่างเต็มที่ไม่มีศีลธรรมกำกับ สังคมมีเสรีภาพ แต่ก็จะวุ่นวายเดือดร้อนเกิดทุกข์หนัก เพราะมีเสรีที่จะทำชั่ว
สังคมต้องมีเสรีภาพ แต่เป็นเสรีภาพที่มีศีลธรรมกำกับ

สื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพ แต่ก็ต้องเป็นเสรีภาพที่มีศีลธรรมกำกับด้วยเช่นกันการจะมีศีลธรรมกำกับ ก็ไม่มีหนทางใดดีไปกว่า การกำกับด้วยตัวเอง เพราะจะใช้องค์กรใดมากำกับ ก็มีปัญหาเสมอ

จะให้รัฐกำกับมาก ก็ง่ายที่จะเอียงไปทางเผด็จการจำกัดเสรีภาพจะให้องค์กรกลางของสื่อมวลชนกำกับกันเอง ก็ไม่มีผล เพราะองค์กรกลางต่าง ๆ ไม่มีอำนาจ
พลังสำคัญที่จะควบคุมสื่อมวลชน จึงคือผู้เสพสื่อฯนั่นเอง ถ้าไม่มีมวลชนต้อนรับสื่อฯนั้น สื่อนั้น ๆ ก็ดำรงอยู่ลำบาก
การปฏิรูปสื่อฯ จึงจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพทั้งคนทำสื่อและคนเสพสื่อ

ทุกวันนี้นักวิชาการมักจะมองคำว่า “เซนเซอร์ตัวเอง” ไปในทางเลวร้าย คำ “เซนเซอร์ตัวเอง” นั้นตัวศัพท์อาจจะไม่เหมาะ มีนัยไปในทางลบเพราะไปใช้คำฝรั่ง ถ้าใช้คำไทยว่า “เสรีภาพบนความรับผิดชอบ” จะดูดีกว่ามาก

เสรีภาพนั้นไม่ใช่เสรีที่จะทำตามกิเลส ถ้าคนเรามีเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ตามกิเลสของตนแล้ว สังคมมนุษย์ตั้งอยู่ไม่ได้แน่ สิ่งที่คู่กับ “เสรีภาพ” คือการยอมสละ “เสรีภาพตามธรรมชาติ” บางประการ เช่น เสรีภาพตามธรรมชาติข้อสำคัญคือ ใครแข็งแรง ใครเก่ง จเป็นฝ่ายชนะ เป็นผู้คุมอำนาจ โดยไม่เลือกว่าคน ๆ นั้นจะมีคุณธรรมหรือไม่

เสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย เริ่มต้นจากการเสียสละเสรีภาพบางส่วนของมนุษย์ ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็จะเกิดภาวะใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ทำให้สังคมปั่นป่วนเสื่อมสลาย เสรีภาพของสื่อมวลชน มีจรรยาบรรณกำกับก็จริง แต่การกำกับควบคุมของจรรยาบรรณนั้น มันกว้าง และหลวมมาก ประเด็นนี้สำคัญที่ระดับ “จิตสำนึก” ของสื่อมวลชนแต่ละคน