ไม่มีใครได้ทุกสิ่ง ทุกอย่างตามที่ตัวเอง ต้องการโดยที่ไม่ต้องแลกหรือสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง เช่นเดียวกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาล "ประยุทธ์2/1" ที่ใกล้จะปรากฎโฉมหน้าอย่างเป็นทางการ อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

เมื่อพิจารณารายชื่อ "ว่าที่รัฐมนตรี" จากแต่ละพรรคการเมือง ตามโควต้าที่ได้รับการจัดสรร ไปจนถึงชื่อชั้นที่เคยปรากฎเป็นข่าวครึกโครมว่าเกิดปัญหาความขัดแย้ง จนทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง "พลังประชารัฐ" หวุดหวิด จวนเจียนแทบพัง อยู่ร่อมร่อ

ก่อนที่ "ศึกใน" จะสงบลงเพียงชั่วข้ามคืน ด้วย "ประกาศิต" จาก "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่ง "อุตตม สาวนายน" หัวหน้าพรรค และ "ผู้กองธรรมนัส" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา " มือประสานสิบทิศ" ไปเจรจากับ "กลุ่มสามมิตร"

เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่าง "กลุ่มสามมิตร" ซึ่งมี "สมศักดิ์ เทพสุทิน" และ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ กับ "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาฯพรรค ซึ่งผนึกกำลังกับ "กลุ่มกปปส." ร่วมด้วยช่วยกัน "สกัด" สุริยะ จนเป็นผลสำเร็จ เพราะสุดท้ายแล้ว เก้าอี้ใหญ่ อย่าง "รมว.พลังงาน" ก็ตกเป็นของ สนธิรัตน์

นั่นหมายความว่า งานนี้กลุ่มสามมิตร ถึงขั้นพ่ายแพ้และจำต้องยอม "กลืนเลือด" เพราะไม่เพียงแต่ สุริยะ จะไม่ได้กระทรวงพลังงาน แล้ว "เสี่ยแฮ้งค์" อนุชา นาคาสัย ยังต้องชวดตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไม่อาจต่อรองใด ๆ

แต่ใช่ว่ากลุ่มกปปส. จะไม่ต้องเจอกับความผิดหวัง เพราะแม้ "ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ"จะได้นั่งรมว.ศึกษาฯ แต่กลับไม่ใช่ สิ่งที่เขาเองถนัด เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ไปเจรจากับสนธิรัตน์ ขอเปลี่ยนกระทรวง นั่นหมายความว่า ณัฎฐพล ต้องไปนั่งในจุดที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ต้องการ

เช่นเดียวกันกับที่มีชื่อ "หม่อมเต่า" ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ต้องพลาดเก้าอี้ "เจ้ากระทรวงบัวแก้ว" เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการกันโควต้าเอาไว้ให้กับ "คนเก่า" คือ "ดอน ปรมัตถ์วินัย" ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำงานด้วยกันมาตลอด5ปี

จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่า ด้วยคุณสมบัติของหม่อมเต่า กับการถูกวางเอาไว้ที่ตำแหน่ง "รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" นั้นถือเป็นการเลือกคน ให้เหมาะสมกับงานแล้วหรือไม่ ?

แต่ถึงกระนั้น การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ย่อมไม่อาจ ยืดเยื้อไปได้ยาวนานกว่านี้ เพราะแม้บางฝ่ายจะมองว่า ยิ่งทอดยาวออกไป จะยิ่งทำให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะจะสามารถคงความเป็น "หัวหน้าคสช."พร้อมทั้งมี "มาตรา 44"อยู่ในมือ ไปจนกว่าครม.ชุดใหม่ จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็ตาม

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การทอดระยะออกไป จะยิ่งไม่เป็นการดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งตัวพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลชุดปัจจุบันมากขึ้นเท่านั้น

งานนี้ แม้การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี อาจจะต้องจบแบบเจ็บๆ สำหรับ สุริยะ หม่อมเต่า ณัฏฐพล และ อนุชา อย่างไรก็ตาม แต่หากมองไปถึงหนทางข้างหน้าแล้ว การใช้ความอดทน ยอมกลืนเลือด กับความผิดหวังในครั้งนี้ ย่อมจะดีกว่าการดึงดัน ยื้อยุด ในจุดที่รู้ดีว่าไม่มีทางชนะ อยู่ดี !