เสือตัวที่ 6

การพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อลดโอกาสการก่อเหตุร้ายของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่นิยมความรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีกลุ่มแนวร่วมขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ก็ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในการสร้างกระแสการต่อต้านมาตรการของรัฐในการควบคุมสถานการณ์ให้กลับมาสู่ภาวะสันติสุขในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ และการสร้างวาทะกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการต่อต้านมาตรการของรัฐดังกล่าว ก็ได้รับการขานรับเป็นทอดๆ อย่างเป็นระบบจากสื่อสารมวลชนบางสำนัก ตลอดจนนักวิชาการบางกลุ่มที่ฉกฉวยเอาความเห็นต่างในเชิงต่อต้านมาตรการของรัฐดังกล่าว ไปขยายผลที่เป็นผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่แห่งนี้ของรัฐ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจตลอดมา

การดำเนินการดังกล่าว นับเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่แห่งนี้อย่างมาก การต่อต้านการดำเนินการของรัฐ ตลอดจนการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐต่อกระบวนการแก้ปัญหาความเห็นต่าง โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อระงับยับยั้งการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มคนนิยมความรุนแรงที่ผ่านมานั้น ล้วนทำให้การแก้ปัญหาของรัฐกระทำได้ยากมากขึ้น เพราะต้องคอยระมัดระวังต่อข้อร้องเรียน ข้อโต้แย้งต่างๆ ของแนวร่วมขบวนการแห่งนี้ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตามที่หน่วยงานภาครัฐเรียกกันว่า การปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) เพื่อขัดขวาง เหนียวรั้ง การแก้ปัญหาของรัฐล้าช้า ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร หรือล้มเหลวไปในที่สุด

ล่าสุด ความพยายามของรัฐ ที่ประสงค์จะจัดระเบียบ เพื่อพยายามนำความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยการให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ไปลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์ แต่แล้ว ก็มีกระบวนการขัดขวางการดำเนินการดังกล่าว ทั้งที่มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขได้ เพราะที่ผ่านมา การก่อเหตุร้ายโดยการลอบวางระเบิดนั้น กลุ่มคนนิยมความรุนแรงมักจะใช้ซิมการ์ดของโทรศัพท์มือถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการก่อเหตุ หากแต่ก็มีกระบวนการหลายกลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวโดยอ้างเหตุผลในการต่อต้านเรื่องนี้ว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อมูลส่วนบุคคล ถึงขั้นไปรณรงค์ใน www.change.org อย่างไม่มีเหตุผลรองรับที่มากพอกับการแลกมาซึ่งความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และส่อเจตนาให้เห็นถึงความพยายามในการช่วยให้กลุ่มคนหัวรุนแรงยังคงมีโอกาสในการก่อเหตุร้ายได้เช่นเดิม หากมาตรการลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์ดังกล่าว มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ก็เชื่อแน่ว่ากลุ่มคนหัวรุนแรงจะก่อเหตุระเบิดได้ยกลำบากมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะหมายความว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็จะมีสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และเหตุผลที่ยกมาอ้างเหตุในการต่อต้านมาตรการดังกล่าวนั้น จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะมาคัดค้านได้เลยแม้แต่น้อย เพราะการอ้างเหตุสิทธิมนุษยชนและการข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่แห่งนี้นั้น พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่มีเจตนาดีก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด

ยิ่งไปกว่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ประกาศ กสทช.ในเรื่องนี้ออกมาตั้่งแต่ปี 60 รณรงค์กันทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเครือข่ายมือถือแทบทุกค่ายมีการทำแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบสถานะซิมการ์ดด้วยว่า บัตรประชาชนของผู้ใช้บริการอยู่ขณะนี้ครอบครองซิมการ์ดอยู่กี่ใบกันแน่ มีใครลอบนำบัตรประชาชนของเราไปซื้อซิมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาการประกอบอาชญากรรมทางการเงิน โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.อ.ปราโมทย์ บอกว่า ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นกว่าที่ กสทช.ขอความร่วมมือ เพียงแค่กำหนดเวลาให้ดำเนินการเท่านั้น โดยสาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งก็เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าคนร้ายและผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้บัตรประชาชนของบุคคลอื่นสั่งซื้อซิมการ์ด หรือซื้อซิมจากนอกพื้นที่ เช่น จากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมาใช้เป็นตัวจุดระเบิดทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่เสมอมา

จากช่องว่างที่ผ่านมาทำให้เกิดความยากลำบากของรัฐในการขยายผลจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรมในพื้นที่โดยต่อเนื่อง ฉะนั้นการลงทะเบียนซิมใหม่ และเพิ่มการถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ให้ได้ว่าตรงกันกับบัตรประชาชนจริงหรือไม่ จะช่วยอุดรอยรั่ว ปิดโอกาสไม่ให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงนำบัตรประชาชนของคนอื่นไปซื้อซิมการ์ดมาก่อเหตุทำลายล้างความสงบสุขในพื้นที่ได้โดยง่ายตามอำเภอใจอย่างที่ผ่านมาได้ โดยโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำว่า การดำเนินมาตรการนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการควบคุมเพื่อดูแลความปลอดภัยของคนส่วนใหญ่และสุจริตชน ที่สำคัญการประกาศมาตรการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สามารถกระทำได้อยู่แล้วโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อหยุดยั้งการกระทำที่นำมาสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรการนี้จึงเป็นการคุ้มครองสิทธิและปกป้องชีวิตสุจริตชน แต่ไปจำกัดสิทธิอาชญากร ผู้ก่อเหตุรุนแรง และแนวร่วม และหากใครที่พยายามโต้แย้ง ขัดขวาง ย่อมส่อไปในการชี้ให้เห็นว่า เป็นการอ้างเหตุเพื่อปกป้องฝ่ายใดกันแน่