นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์การเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน ระบุข้อความว่า ...

ข่าวจาก CNBC เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ได้มีข่าวดีของการเจรจาระหว่าง ปธน.สี และ ปธน.ทรัมป์ ในที่ประชุม G20 ที่โอซาก้า ญี่ปุ่น เรื่องสงครามการค้าที่สะเทือนไปทั้งโลก โดยมีหัวข้อสรุปที่ผมจะย่อยให้สั้นดังนี้ครับ

*** การหารือใช้เวลาไปทั้งสิ้น 80 นาที โดยที่ทรัมป์ออกแถลงข่าวว่า เป็นการเจรจาที่ดีเท่าที่จะดีได้ ที่ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจากันอีกครั้ง
Trump said it had gone as well as it could have, and that negotiations with China would continue. “We are right back on track,”

*** ในเรื่องของหัวเหว่ย ปธน.ทรัมป์ได้พูตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า ตัวเขาเองยอมให้บริษัทต่างๆ ในสหรัฐขายของให้หัวเว่ยได้ โดยในข่าวมีดังนี้ครับ
“We mentioned Huawei. I said we’ll have to save that until the very end,” Trump said during a post-summit news conference. “One of the things I will allow, however, is — a lot of people are surprised we send and we sell to Huawei a tremendous amount of product that goes into a lot of the various things that they make — and I said that that’s OK, that we will keep selling that product.”

*** สิ่งแลกเปลี่ยนที่มีในการเจรจานั้นคือสิ่งที่กดดันคะแนนเสียงของทรัมป์มากมากว่าครึ่งปีแล้ว คือการที่จีนยกเลิกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรจากสหรัฐ ทำให้เกษตรกรหลายสิบล้านคนที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์นั้นเริ่มเปลี่ยนใจไม่ให้การสนับสนุนทรัมป์ต่อไปอีกแล้ว โดยที่ข้อแลกเปลี่ยนที่จะไม่ขึ้นภาษีของทรัมป์นั้น คือจีนต้องกลับไปซื้อผลผลิตทางการเกษตรของสหรัฐเหมือนเดิม
China would be buying large quantities of U.S. agricultural products following his meeting with Xi. “We’re holding on tariffs, and they’re going to buy farm product,”

******************************************

ผมอยากจะเล่าเรื่องปูพื้นสำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวในช่วงสองวันที่ผ่านมาให้เข้าใจเกมของทรัมป์ก่อนครับว่าเวลานี้สหรัฐเจออะไรบ้าง

*** ในสัปดาห์นี้บริษัทใหญ่ในวงการไอทีในสหรัฐต่างก็ส่งหนังสือถึงรัฐบาล รวมถึงได้หารือกับ ปธน.ทรัมป์ และได้ให้ข้อมูลว่า สงครามการค้านี้สร้างผลร้ายต่ออุตสาหกรรมซอฟแวร์และไมโครชิพทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นเงินมหาศาล และยอดขายของหัวเว่ยที่ครองตลาดหลายร้อยล้านเครื่องจะไม่มีเงินเข้าไปหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไอทีของสหรัฐอีกแล้วถ้าสงครามยังคงอยู่ต่อไป และทางออกของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้คือจะไปผลิตที่ต่างประเทศแล้วส่งไปขายจีนเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายสหรัฐ ซึ่งเมื่อทรัมป์รู้ก็ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน

*** ก่อนที่จะประชุมในครั้งนี้ ปธน.สี ได้กล่าวออกสื่อว่า การร่วมมือกันนั้นดีกว่าการขัดแย้ง นั่นหมายถึง ปธน.สี ส่งข้อความไปยัง ปธน.ทรัมป์ ว่าพร้อมที่จะเจรจาถ้าต้องการ นั่นคือการเปิดช่องให้เกิดการเจรจาในครั้งนี้ ที่ก่อนหน้านั้นแม้ทางสหรัฐจะอยากเจรจาด้วยแต่จีนก็ยังไม่ให้คำตอบว่าจะยินดีเจรจาด้วยหรือไม่ หลังจากที่ ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษีอีก 10% ถ้าการเจรจาล้มเหลว นั่นยิ่งทำให้จีนดึงคำตอบในการร่วมเจรจายืดออกไปอีก จนฝั่งที่วิตกว่าการเจรจาจะล้มคือฝั่งสหรัฐแทนที่จะเป็นจีน

*** ปธน.สี ได้โต้ตอบคำขู่ของ ปธน.ทรัมป์ว่า การเจรจาครั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนความเท่าเทียมกัน และต้องเคารพในกันและกัน โดยเน้นไปที่การปกป้องประโยชน์ของชาติเป็นหลัก นั่นแปลว่าถ้ายังคุยไม่รู้เรื่องหรือยังขู่จีนเหมือนเดิม จีนพร้อมที่จะเดินหนีออกไปเช่นกัน ซึ่งถ้าออกมาในแบบนี้คนที่เจ็บตัวคือทรัมป์

ผมอยากจะสรุปสั้นๆ เวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โดนศึกในบ้านตัวเองหนักเอาเรื่องทีเดียว ทั้งกลุ่มผู้ค้าปลีกและผลิตสินค้าคอนซูเมอร์หลายร้อยแห่งออกมาส่งจดหมายให้ รมต.คลังและ ปธน.ทรัมป์หยุดสงครามครั้งนี้เสีย เพราะว่าฝั่งที่เจ็บตัวคือฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคของสหรัฐเอง ในสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้ส่งออกซอฟแวร์และไมโครชิพของสหรัฐก็ออกมาเรียกร้องถึงผลเสียและความเสียหายในระยะสั้นและยาวถ้ายังคงเล่นงานหัวเว่ยอีกต่อไป เพราะถ้าหัวเว่ยผลิตซอฟแวร์และไมโครชิพเองได้ทั้งหมดที่มีแนวโน้มว่าจีนจะทำได้จนลดการพึ่งพาภาคเอกชนของสหรัฐในปีหน้า ธุรกิจนี้ของสหรัฐก็จบลงด้วยสูญสิ้นตลาดสมาร์ทโฟนหลายร้อยล้านเครื่องต่อปีทั้งในจีนและเอเซีย

สรุปได้ว่าการประชุมวันนี้ ว่า ไพ่ของทรัมป์นั้นนอกจากถือเพียงคู่ต่ำที่พยายามจะบลัฟไพ่คู่สูงในมือของสีนั้น เมื่อ เฮียสี สาดหน้าตักใส่กองแล้วขอดูไพ่ในมือของทรัมป์ วันนี้เฮียสีกวาดเงินไปทั้งกองก็ว่าได้