จังหวะการออกหมัดของ "แกนนำพรรคอนาคตใหม่" ในช่วงนี้ต้องถือว่าทั้งรวดเร็วและรุนแรง อีกทั้งยังเลือกเปิดเกมโจมตี รัฐบาลและ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" หรือคสช. ทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร ในคราวเดียวกัน

"ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่บัดนี้อยู่ในระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ ในฐานะส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เป็นการชั่วคราว สืบเนื่องมาจากคดีการถือครองหุ้นสื่อ ที่บัดนี้กำลังรอลุ้นการพิจารณาจาก "ศาลรัฐธรรมนูญ"

แต่ถึงกระนั้นธนาธร ไม่ได้หยุดบทบาทตัวเองเอาไว้ที่เวทีสภาฯ กลับขยับออกไปเปิดแนวรบนอกสภา ด้วยการเดินสาย พบปะพี่น้องประชาชน ไปพร้อมกับ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค และ "พรรณิการ์ วานิช" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่จำเป็นต้องลดบทบาทของตัวเองลงไปอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการโพสต์ภาพเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน

การเดินสายลงพื้นที่ของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ยังไม่ได้แค่ต้องการรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนด้วยเท่านั้น หากแต่ยังเป็นโอกาสในการนำเสนอ "แนวคิดทางการเมือง" ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ รู้แล้วว่า สิ่งที่พวกเขาได้ลงมือเพาะบ่มความคิดทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง นั้นสามารถ "จุดติด" ไปเรียบร้อยแล้ว

ภารกิจของพรรคอนาคตใหม่ กำลังถูกจับตามองมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนมาถึงวันนี้ โดยเฉพาะการใช้วาทกรรม "สานต่อภารกิจคณะราษฎร์" นั้นแท้จริงแล้ว ต้องการสื่อถึงอะไร ต้องการ "หยุดวงจรสืบทอดอำนาจ" เท่านั้นหรือ

และดูเหมือนว่าเป้าหมายหลัก จะพุ่งตรงไปที่ตัว "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเป็นทั้ง "อดีตบิ๊กทหาร" และบิ๊ก คสช. เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี แม้การเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จะเดินหน้าไปด้วยความเข้มข้น แต่ในอีกทางหนึ่งมีการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ถึง "ชะตา" ของ พรรคอนาคตใหม่กันแล้วว่า โอกาสรอดจากคดีทั้งในส่วนของตัวธนาธรเอง ที่อาจจะพันไปถึงขั้นยุบพรรค อาจไม่มี "ข่าวดี" ให้ได้ลุ้นกันมากนัก

สายข่าวประเมินว่า หากที่สุดแล้วพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคจริง ส.ส.เขตของพรรคจะกระจายไปอยู่พรรคพันธมิตร ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะไปเพิ่มจำนวนส.ส.ให้กับเพื่อไทย มากขึ้น และนอกจากนั้น อย่าลืมว่าเมื่อพรรคแตก ก็ไม่ต่างจาก "แพแตก" พรรคพลังประชารัฐ รวมถึงพรรคต่างๆ ต้องมองไปยังพรรคอนาคตใหม่เพื่อ "ดูด" ส.ส.ของอนาคตใหม่ ไปด้วยเช่นกัน

ปัญหาที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ วางเอาไว้ที่การต่อสู้ในรูปแบบของ "ภาคต่อ" แม้วันข้างหน้าจะไม่มีพรรคแล้วก็ตาม จะเพื่อสานต่อภารกิจตัดวงจรเผด็จการ หรือสานต่อภารกิจคณะราษฎร์ มีแนวโน้มว่าสถานการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ จะเลวร้าย เพราะหา "แถวหลัง" มารับไม้ต่อไม่ได้ แตกต่างไปจากการเคลื่อนไหวที่มีการจัดตั้งตามรูปแบบของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง

ที่หากแถวหนึ่ง ถูกตีให้แตก แถวสอง แถวสาม จะรับไม้ เดินหน้าต่อ เปิดเกมต่อสู้ได้อย่างยืดเยื้อ !