ยิ่งมีความคลุมเครือมากเท่าใด ยิ่งมีความไม่ชัดเจนมากเท่าใด ยิ่งทำให้จังหวะการก้าวเดินของขั้วการเมืองฝั่ง "พรรคร่วมรัฐบาล" เกิดอาการ "รวน" มากขึ้นเท่านั้น

เพราะจนถึงบัดนี้ นอกจากจะไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าครม. "ประยุทธ์2/1" จะมีหน้าตาเช่นใดแล้ว ยังกลายเป็นว่า วันเวลาได้ทอดยาวออกไปจนถึงราวกลางเดือนก.ค.จึงจะได้ "รัฐบาลใหม่" ตามที่ "ผู้นำรัฐบาล" ให้สัมภาษณ์สื่อ

" ยืนยันว่ากลางเดือนหน้าทุกอย่างจะเรียบร้อย วันนี้ยังไม่ตั้งรัฐบาล ก็มีคนจ้องล้มรัฐบาลแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุกับสื่อ (25มิ.ย.2562)

หมายความว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ การโจมตีที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ที่เยาะเย้ย ตั้งคำถามดังๆไปยังพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เหตุใดการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วเกือบสามเดือน แต่ก็ยังตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ เป็นเพราะการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ยังแบ่งกันไม่ลงตัวใช่หรือไม่ ?

แต่เมื่อที่สุดแล้วพล.อ.ประยุทธ์ กลับเลือกที่จะไม่สนใจ ไม่ให้น้ำหนักต่อแรงกดดันที่ต้องการเร่งจัดตั้งรัฐบาล มิหนำซ้ำยังเปิดเกมกดดันกลับไปยัง "พรรคร่วมรัฐบาล" แทน

อีกทั้งการทอดระยะเวลาให้ยืดเยื้อออกไป ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาลที่กำลังบ่งชี้ให้เห็นว่า "ทีมที่ปรึกษานายกฯ" ทั้งทีมกฎหมายรัฐบาล ทีมคสช. ตลอดจนทีมส่วนตัว ต่างตรวจสอบ "คุณสมบัติ"ทุกรายชื่อที่ถูกเสนอให้ดำรงตำแหน่ง "รัฐมนตรี" จากแต่ละพรรคร่วม อย่างเข้มงวด ละเอียดยิบ มีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังกันทุกคน

ยิ่งตรวจสอบ ยิ่ง "ส่งสัญญาณ"ไปยัง "สาธารณชน" อย่างจงใจ เสมือนบอกใบ้ ชี้เป้าให้ "สังคมช่วยตรวจสอบ" อีกทาง ว่า "ใคร" มีความเหมาะสม ใครมีประวัติอย่างไร จนนำมาซึ่ง "ความชอบธรรม" ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันรทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเคาะว่าใครควรจะได้รับ "ตั๋ว" ให้เข้าร่วมครม. "ประยุทธ์2/1" กันบ้าง

การตั้งครม.ใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะถึงอย่างไร ครม.ชุดปัจจุบันก็ยังมีอำนาจเต็ม อีกทั้งตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองก็ยังสามารถมี "อาวุธ" คือ "มาตรา 44" ไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ความได้เปรียบก็ยังตกอยู่ในมือของฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ และคสช. เป็นหลักอยู่ดี !

ในระหว่างนี้ ทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งรัฐบาล จึงกลายเป็นจุดโฟกัสที่พรรคร่วมรัฐบาลแทบทุกพรรคต่างพากัน "เงี่ยหูฟัง"กันแทบทุกวัน แถมวันละสามเวลา ว่ารายชื่อที่พรรคตัวเองส่งไปถึงมือพล.อ.ประยุทธ์ นั้นมีสิทธิที่จะ "หลุดโผ" หรือได้ "ไปต่อ"

อย่าลืมว่า เมื่อมีการยกประเด็นที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ" และความเหมาะสมกันแล้ว ยิ่งกลายเป็นการ "เปิดแผล" สำหรับในบางราย ส่วนจะกลายเป็น "ขยายแผล" ทำให้เกิดรอยร้าว ระหว่าง พรรคพลังประชารัฐ กับ พรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า นี่อาจจะกลายเป็นการทดสอบฝีมือ หากพล.อ.ประยุทธ์ คิดจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ" ขึ้นมาจริง ก็ต้องปราบทุกความวุ่นวายให้อยู่หมัด !