แท้จริงแล้ว "พรรคพลังประชารัฐ" ย่อมไม่ใช่ "คู่ต่อสู้" ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" และ "คีย์แมน"ของพรรคอนาคตใหม่ เพราะเมื่อเป้าหมายของธนาธรไม่ได้ถูกจำกัดเอาไว้แค่ที่การทำการเมืองสำหรับคนรุ่นใหม่ อย่างสร้างสรรค์ หากแต่ เป้าหมายที่แท้จริงคือ "การทำลายวงจร" แห่ง "การสืบทอดอำนาจ" ของ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" หรือ

ดังนั้นคู่ต่อสู้ตัวจริง ของธนาธร และคีย์แมน ของอนาคตใหม่จึงมองข้าม "นักการเมือง" ที่กำลัง "ทำการเมือง" อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ยิ่งมองถึงท่าทีและบทบาทการเคลื่อนไหวของธนาธร ในวันที่อยู่ในระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ตมมคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ อันสืบเนื่องมาจากถูกร้องว่ามีความผิดในกรณีเข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจากกรณีถือหุ้นสื่อ

หากแต่ธนาธร ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหว ทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อ "เขย่าขวัญ" คสช.และรัฐบาลที่มี "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวในสภาฯ อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้รัฐบาลและคสช.หวั่นไหว เพราะอย่าลืมว่า วันนี้ คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ ยังมี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง "250สว." ทำหน้าที่เป็นเสมือน "ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก" พิทักษ์ ปกป้อง ตัวพล.อ.ประยุทธ์ รับมือกับเกมในสภาฯอยู่แล้ว

แต่การเคลื่อนไหว นอกสภาฯต่างหากที่อาจกลายเป็นเงื่อนไขที่ดึงความสนใจจากคสช.ได้อย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อ ทั้งธนาธรและ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค นำทีมออกเดินสายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อติดตามประเด็นต่างๆ แม้นัยยะหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือน

ทว่าในขณะเดียวกัน อย่าลืมว่า การเดินสายของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ยังหวังที่จะปลุกกระแส และหล่อเลี้ยงการต่อต้านคสช.ว่าด้วยการสืบทอดอำนาจยังคงอยู่ในความสนใจของสังคมให้ยาวนานที่สุด เพราะกระแสที่ว่านี้จะสามารถทำหน้าที่ "ปกป้อง" ตัว ธนาธร และปิยบุตร ในวันข้างหน้าเมื่อการพิจารณาคดีสำคัญๆทั้งต่อตัวธนาธร -ปิยบุตร และพรรคอนาคตใหม่มาถึง

อย่างไรก็ดี เมื่อมองกลับมายังการตอบโต้ของฟากคสช.นั้นต้องยอมรับว่า หลายฝ่ายเริ่มสัญญาณและมองเห็น "ความเปลี่ยนแปลง" ที่เกิดขึ้นว่า จากเดิมที่พรรคอนาคตใหม่ มี "ทีมนักรบไซเบอร์" รบผ่านโลกออนไลน์อย่างเหนือชั้น

แต่บัดนี้ความเข้มข้มเริ่มผ่อนลง แกนนำที่โลดแล่นและรับมือกับคสช.มีเพียง ธนาธรและปิยบุตร ยิ่งเมื่อ "ช่อ" พรรณิการ์ วานิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ถูกกระแสตีกลับกรณีโพสต์พาดพิงสถาบันจนเจ้าตัว "ไปไม่เป็น" จนล่าสุดจำต้องลดบทบาท ก่อนที่จะ "ตายหมู่"

การรุกกลับของฝ่ายคสช.ได้ประเมินแล้วว่า เมื่อจุดแข็งของพรรคอนาคตใหม่คือการรบผ่าน "นักรบไซเบอร์" ย่อมมีความแตกต่างไปจากรูปแบบที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้อย่างไรผล จนสามารถปลุกกระแส "ทักษิณ ฟีเวอร์" จนทุกคนต้องยอมรับมาแล้วในอดีต จนสำเร็จได้นั้น เป็นเพราะ พรรคไทยรักไทย มี "ฐานเสียง" ที่ถูกจัดตั้งอย่างมีระบบ ผ่านบุคคลหลากหลายอาชีพ โดยเชื่อมโยงกับ "ฝ่ายการเมือง" หมายความว่า "กระแส" ของทักษิณ นั้นมีตัวตนจริง จับต้องได้จริง และที่สำคัญ มี "มวลชน" อยู่ในมือจริง ไม่ว่าจะเป็น "คนเสื้อแดง" หรือ ส.ส.

แต่สำหรับพรรคอนาคตใหม่แล้ว ดูจะไม่ต่างไปจากการรบบนโลกออนไลน์ ฐานมวลชนที่จะดาหน้าออกมาสู่ท้องถนน ก็ล้วนแล้วแต่เป็น "ตัวเล่นหน้าเดิม" ที่ไร้ "มวลชน" ตัวจริงเสียงจริง งานนี้มีการวิเคราะห์ที่น่าสนใจว่า ยิ่งหากพรรคอนาคตใหม่ ถูกโจมตีด้วยประเด็นที่มีความล่อแหลมสุ่มเสี่ยงกับการโจมตีสถาบันมากเท่าใด "มิตรสหายร่วมรบ" ที่เคยปรากฎในม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดงหรือม็อบกปปส. ในวันวานนั้น โปรดอย่าได้คาดหวัง ว่าจะได้เห็น !