สถาพร ศรีสัจจัง

วันก่อนได้ยินเสียงจากวิทยุหรือทีวี. สถานีอะไรสักแห่งก็จำไม่ได้เสียแล้ว จำได้แต่ว่า เป็นเรื่องการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยของรัฐ ผู้พูดเป็นบุคลากรผู้ใหญ่ของรัฐ แต่ไม่แน่ใจว่าคำหรือประโยคที่พูดไปหยิบยืม “วาทกรรม” ของใครมาใช้หรือเปล่า ฟังแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเป็นพะเรอ เพราะแอบนึกว่า หรือตอนนี้ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองไทยเริ่มเห็นถึงความสำคัญของคำ “วัฒนธรรม” ขึ้นบ้างแล้วจริงๆ?

คำหรือประโยคที่ได้ยินผ่านสื่อคือประโยคที่ว่า “วัฒนธรรมคือรากแก้วของสังคมไทย”!

ฟังไม่ผิดหรอก “เขา” กล่าวเช่นนั้น! ในขณะที่ในความเป็นจริงเขาควรจะกล่าวว่า “เงิน คือ รากแก้วของสังคม” อย่างที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนรวยและนักการเมือง)ในปัจจุบันเชื่อกันหรือเปล่า?

แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็คงต้องขอขอบคุณ ที่ยังมีประโยคเช่นนี้แพร่ผ่านสื่อมวลชนอยู่บ้าง แม้ในทางปฏิบัติเราจะยังไม่ค่อยเห็นนักว่า สังคมไทยยุคปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” แค่ไหนอย่างไร โดยเฉพาะจากนโยบาย(ในทางปฏิบัติ) ของรัฐยุค “ทุนเป็นใหญ่กำไรสูงสุด” ครอบงำอย่างยุคที่ผ่านมา (และปัจจุบันขณะ)

พูดถึงนโยบายของรัฐที่ผ่านๆมา ก็อดคิดถึง “รัฐบาล” คสช. (ที่บางใครยัดเยียดให้เป็น “เผด็จการ” อย่างตั้งใจเสียเหลือเกิน!) ภายใต้การนำของนายกฯลุงตู่เสียไม่ได้ เพราะอย่างน้อยในห้วงยามของรัฐบาลชุดดังกล่าว มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม อนุรักษ์สืบสาน และสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมค่อนข้างโดดเด่นอยู่ไม่น้อย

อย่างน้อยก็พอเห็นได้และจับต้องได้มากกว่ากิจกรรมด้านอื่น !

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในช่วงปีดังกล่าวมี “กิจ” ทางวัฒนธรรม “ภาคบังคับ” ให้ต้องทำงานด้านวัฒนธรรมในลักษณะเป็นงาน “อีเว้นต์” จำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนอันเนื่องเกี่ยวกับสถาบัน 1 ใน 3 ของชาติ คือ สถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งอาจเป็นเพราะรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงวัฒนธรรม คือ คุณวีระ โรจน์พจนรัตน์ นั้นเป็น “ลูกหม้อ” ของกระทรวงวัฒนธรรมตัวจริง ค่าที่เคยทำงานในกรมนี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการเป็นสถาปนิกระดับ 3 ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กระทั่งได้เลื่อนชั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากรและปลัดกระทรวงวัฒนธรรมตามลำดับ (ก่อนที่จะเคยเด้งไปเป็น “ที่ปรึกษาฯสำนักนายกฯบางช่วงตอนตามกระแสการเมือง และภายหลังได้รับการเสนอชื่อให้ “ถูกหยิบ” มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังกล่าว)

อย่างไรก็ตาม การ “ลงลึก” ในงานด้านวัฒนธรรมที่เป็น “รากแก้ว” ของสังคมไทยอย่างแท้จริงเพื่อให้บรรลุคุณค่าตามแนวคิดของปราชญ์ร่วมสมัยทางวัฒนธรรมศึกษาอย่างท่าน ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ที่ว่า “คุณภาพของประชากรมีวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นตัวกำหนดอยู่เบื้องหลัง” นั้น น่าจะยังทำกันอย่างเป็นระบบได้น้อยอยู่

เพราะแม้แต่ “สถาบันทางวัฒนธรรมที่ครบวงจร” อย่างสถาบันทักษิณคดีศึกษาที่ที่เกาะยอเมืองสงขลา ซึ่งท่านอาจารย์สุธิวงศ์สถาปนาขึ้นไว้เพื่อให้เป็น “ต้นแบบ” ของการ “จัดเก็บรวบรวม ประมวลและศึกษาวิจัยข้อมูล ส่งเสริม สืบสาน และสร้างสรรค์ ทางวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาประเทศ” แห่งนั้น เมื่อถึงวันนี้(ปีนี้สถาบันทักษิณคดีที่เคยมีผลงานลือลั่นทั้งการเป็นต้นแบบการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา Folklore museum /เป็นต้นแบบการจัดทำสารานุกรมวัฒนธรรมท้องถิ่น/เป็นต้นแบบการจัดทำพจนานุกรมภาษาถิ่นฯลฯแห่งนี้ จะมีอายุความเป็นสถาบันครบ 40 ปีพอดี วันนี้มหาวิทยาลัยผู้เป็น “เจ้าของ” เคยคิดทำอะไรบ้างรึเปล่า?)ก็ดูจะแห้งเหี่ยวโรยราลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งที่เกิดจาก “กระบวนการถูกทำให้เล็ก” (Belittling) ที่เกิดจากเจตนาแอบแฝงของบางใคร และ(อาจ)เพราะความไร้วิสัยทัศน์ของบรรดา “นักบริหารระดับสูง” ในชั้นหลัง..เศร้า!

ฟังมาว่า โพยในการจัดตั้งรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” (ที่มาจากการเลือกตั้ง ยกเว้น “แคนดิเดต” นายกฯ) ครั้งใหม่นี้ ตัวแทนจากตระกูล “ฉลามเสือชลบุรี” ที่เพิ่งสูญเสียผู้นำฝูงอย่าง “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ไปหมาดๆ จะเข้ามากุมบังเหียนกระทรวงวัฒนธรรมอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าที่คสช.จะเข้ามาปกครองประเทศ รัฐมนตรีกระทรวงนี้ก็ชื่อ “สนธยา คุณปลื้ม” มาก่อน!

มาคราวนี้ย่อมต้องให้ดีกว่าเก่า ต้องไม่มีใครดูแคลนฝีมือลูกชายคนโตของ “ฉลามร้ายแห่งเมืองชล” คนนั้นเทียวละ! อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้น้อยหน้าแบบอย่างที่ “รัฐมนตรีลูกหม้อ” อย่างคุ ณวีระ โรจน์พจนรัตน์ เคยทำไว้ !

อย่าลืมท่องวาทกรรม “กุศลปรุงแต่งกรรม วัฒนธรรมปรุงแต่งคน” ของปราชญ์ทางวัฒนธรรมอย่างท่าน ศาสตราจารย์ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ไว้ให้ขึ้นใจเสียด้วยละ ถ้าไม่เพื่อ “กุศล” ที่จะเกิดกับตัวเองและวงศ์ตระกูลในภายภาคหน้า ก็เพื่ออุทิศ “กุศล” ที่จะบังเกิดแก่ชาติบ้านเมืองให้กับ “กำนันเป๊าะ” บิดาผู้เพิ่งล่วงลับก็น่าจะดี...!!!