ดร.พิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย เจ้าของวลีเด็ด “ติดกาวไม่แน่น จึงทำไห้มันเอียง” และ “พวกหนู ยังเด็กอยู่ ไม่ควรไปยุ่งเรื่องการเมือง” ที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วประเทศ ทำให้คนทั่วประเทศสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้อำนวยการโรงเรียน และสถาบันการศึกษาแห่งนี้

โดยจากการตรวจสอบเชิงลึกของผู้สื่อข่าว และสอบถามจากนักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ต่างตอบตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการที่เด็กทำพานไหว้ครูล้อเลียนการเมือง เพราะที่ไหนเขาก็ทำกันหลายที่ ไม่เห็นเป็นข่าว แต่ปัญหาเกิดจาก ผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ตอบคำถามสื่อมวลชนไม่เป็น ขาดวิสัยทัศน์ มองสั้น ขาดการประเมินสถานการณ์และผลกระทบ พอเห็นเรื่องใน เฟสบุ๊กที่เด็กนักเรียนนำไปโพสต์เรื่องพาน เป็นทางโรงเรียนเองที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจเข้ามาในโรงเรียน เพื่อมาตรวจสอบกรณีพานของเด็กนักเรียน ซึ่งทั้ง นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง บอกว่ากรณีนี้เพียงแค่บอกกันดีๆขอความร่วมมือให้ลบภาพออก เด็กๆก็ลบแล้ว

แต่พอมีตำรวจเข้ามา นักเรียนก็ตกใจ คิดไปหลายอย่าง สติกระเจิง จึงพากันแชร์ต่อๆกันไป ซึ่งในสื่อสังคมออนไลน์มันไปไวมาก ชั่วโมงเดียว มีคนมากดไลค์ กดแชร์เป็นจำนวนมาก และเมื่อสื่อมวลชนเห็นจึงนำไปเสนอข่าวเป็นประเด็นใหญ่โต และหลังจากที่เป็นข่าว ผู้บริหารโรงเรียน กลับพากันมากลัว บิดเบือนข่าวไปทั่ว ทำให้เรื่องบานปลายไม่จบ

“เรื่องจะจบง่ายๆ ถ้า ผู้อำนวยการโรงเรียนออกมาปกป้องเด็กและภาพพจน์จองโรงเรียน ด้วยการ ออกมายอมรับว่า ตนเองนั่นหละ ที่เป็นคนโทรเรียกตำรวจ ทหาร เข้ามาในโรงเรียน เขาไม่ได้บุกเข้ามาเอง แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยเท่านั้น” ศิษย์เก่าบอกกับผู้สื่อข่าว

ด้านผู้ปกครองนักเรียน ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ผู้ปกครองบางส่วนรวมทั้ง กรรมการสถานศึกษาบางส่วน ได้ดำเนินการตรวจสอบผู้อำนวยการโรงเรียน กรณี

1.การสั่งย้ายสิทธิการรักษาพยาบาลนักเรียน แบบเหมาเข่ง จากโรงพยาบาลเอกชนไปสู่โรงพยาบาลของรัฐ โดยที่ผู้ปกครองนักเรียนไม่ทราบเรื่อง

2.การสั่งซื้อเครื่องแบบนักเรียนเอง แจกนักเรียนเกือบ 3 พันคน ทั้งๆที่ระเบียบเขาห้ามทำ ชุดยี่ห้อเดียว ซื้อจากร้านเดียวกันทั้งหมด ที่สำคัญ ของไม่มี มอก. ผ้าบาง ไม่ได้มาตรฐาน ปักชื่อมาไม่พร้อม เบอร์ชุดไม่ตรงกับร่างกายจริงของนักเรียน เปลี่ยนก็ไม่ได้ ต้องเดือดร้อนผู้ปกครอง ต้องหาเงินซื้อใหม่

ทั้งนี้ ดร.พิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ได้กล่าวชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่า ช่วงเช้าเป็นพิธีไหว้ครู ส่วนช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมพี่น้องรหัส มีการนำกว่า 2,900 คนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน ในช่วงบ่ายได้มีตำรวจเข้ามาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอะไร เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท ประกอบทางโรงเรียนได้ทำ MOU กับ สภ.โพนพิสัย อยู่แล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลให้จำนวน 2 นาย ตนก็นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน

ปรากฏว่ามีผู้สื่อข่าวจากสำนักหนึ่งโทรมาหาตน บอกว่า ผอ.รู้ไหมเป็นข่าวอยู่ในเฟซบุ๊กแล้วเรื่องพาน ตนก็ได้ถามกลับไปว่าพานมันเป็นอะไร เขาก็บอกว่าพานของเด็กมันมีปัญหา ตนก็ให้ส่งเฟซบุ๊กกลับมาให้ตนดูเพื่อจะได้ตรวจสอบว่ามีปัญหาอะไรจากนั้นผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวก็ได้ถามตนต่อว่า มีตำรวจและทหารเข้ามาในโรงเรียนไหม ตนก็ได้ตอบกลับไปว่า ทหารจะเข้ามาทำไม ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทหารจะต้องเข้ามาเพราะตนเข้าใจว่าเป็นการไหว้ครูเท่านั้น แต่ตนตอบว่ามีตำรวจเข้ามาแต่เข้ามาดูแลความสงบความปลอดภัยเท่านั้น แต่กลับมีเฟซบุ๊กออกมาว่ามีตำรวจทหารเข้ามาสั่งให้ลบรูปออกจากเฟซบุ๊ก จนกลายเป็นประเด็นกระจายออกไปทั่วประเทศ ตนจึงขอยืนยันว่าไม่ได้มีทหารเข้ามาในโรงเรียนแต่อย่างไร ที่ตำรวจเข้ามาก็เพื่อดูแลความสงบเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึง ผกก.โพนพิสัย ก็ได้มาอำนวยความสะดวกที่ถนนบริเวณหน้าโรงเรียนเป็นประจำแต่เช้าทุกวันอยู่แล้ว

หลังจากตนทราบเรื่องก็ได้ให้เอาพานมาดู ก็เป็นพานตามรูปที่มีการลงในโซเชียล ก็ได้สอบความถามคิดเห็นของเด็กในการทำพานแบบนี้ ว่ามีจุดประสงค์อะไร ซึ่งเจตนาของเด็กนั้นเป็นความคิดที่ริเริ่มสร้างสรรค์ มีจิตใจชอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อนุสาวรีย์แสดงให้เห็นสิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างมา

จึงมีพวงมาลัยและธูปเทียนมากราบไหว้ ส่วนพานรูปตาชั่งนั้น แสดงให้เห็นว่ามีแต่คนโจมตี 250 ส.ว. เขาอยากจะแสดงให้เห็นว่า ส.ว.เป็นตัวแทนของคนหลายล้านคนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนด รูปที่ถ่ายออกมาตาชั่งมองดูเอียง เพราะเป็นการถ่ายด้านข้าง ประกอบการติดกาวไม่ดีจึงทำให้เอียง ซึ่งพานที่ทำขึ้นเป็นการสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียน วันนี้ก็มีแถลงการณ์ของสภานักเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กด้วยโรงเรียนไม่ได้ฝักใฝ่เรื่องการเมือง และนักการเมืองไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมไหว้ครูของโรงเรียนอยู่แล้ว โรงเรียนมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษา ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง มีมาตรฐานสากล เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งมากว่า 50 ปี

ต่อประเด็นดังกล่าว ทั้งผู้ปกครองนักเรียน นักเรียน และประชาชนทั่วไปที่ติดตามข้อมูลข่าวสารมาโดยตลอด มองว่าคำพูดของ ดร.พิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย เป็นการพูดเพื่อปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว เช่นกรณีที่บอกว่าทำ MOU กับทางตำรวจก็ไม่มีเอกสารมายืนยันให้ประชาชนดู ส่วนกรณีที่บอกมีเหตุทะเลาะวิวาทในโรงเรียนบ่อยครั้งนั้นยิ่งไม่เป็นความจริง เพราะทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ต่างยืนยันว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นในโรงเรียนแน่นอน โดยเฉพาะวันไหว้ครู

ส่วนประเด็นเพจเฟซบุ๊ก สภานักเรียนโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "จากที่มีข่าวเมื่อวานนี้ มีแค่ #ตำรวจเข้ามาสอบถาม ไม่ได้มี #ทหารเข้ามาในโรงเรียน #อย่างที่เป็นข่าวใหญ่โต #สื่อต่างๆเขียนข่าวเกินความเป็นจริง ทำให้โรงเรียนได้รับผลกระทบมาก #ขอความกรุณา อย่าแชร์ในข้อมูลอันเป็นเท็จที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับโรงเรียน คณะครู นักเรียน สิ่งที่แสดงออกคือ #ความสวยงาม และขอร้องผู้ไม่หวังดีที่จ้องทำลายกรุณาหยุดการกระทำของท่าน ด้วยเทอญ สาธุๆๆ

#saveChumpholponphisai #สภานักเรียน62" ทั้งนักเรียน และผู้ปกครอง ต่างยืนยันว่าไม่น่าจะใช่นักเรียนทำกันเอง เพราะหลังจากโพสต์ลงในเพจ พบว่าได้ถูกลบทิ้งไปแล้ว ยิ่งทำให้เกิดความข้องใจในการชี้แจง และการตอบคำถามสื่อมวลชนของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ปกครองและ กรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. กรณีการสั่งซื้อเครื่องแบบนักเรียนเอง แจกนักเรียนเกือบ 3 พันคนโดยเป็นการ ซื้อชุดยี่ห้อเดียว ซื้อจากร้านเดียวกันทั้งหมด ทำให้เรื่องพานไหว้ครูที่กำลังเป็นประเด็นอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กทันที หาก ป.ป.ช. ตรวจสอบและพบว่ามีการกระทำผิดจริง จึงเป็นเรื่องที่คนในสังคมที่ติดตามกรณีนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด

ภัทรวินทร์ ลีปาน
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ประจำจังหวัดหนองคาย
รายงาน