“CCP”ชี้อุตสาหกรรมคอนกรีตครึ่งปีหลัง 62 แนวโน้มดี รับอานิสงส์รัฐบาลใหม่สานต่ออีอีซี หนุนโครงการภาครัฐ-เอกชนคึกคัก มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปสเปคพิเศษ เพิ่มประสิทธิภาพผลิตหนุนงานเมกะโปรเจกต์เพิ่ม รองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน-งาน Landscape พร้อมเจรจาพันธมิตรโลจิสติกส์ร่วมพัฒนาระบบขนส่งสินค้าช่วยลดต้น ตั้งเป้ารายได้ปีนี้พุ่ง 2.5 พันล้าน

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์คอนกรีตในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะเดินหน้าลงทุน ทยอยดำเนินงานก่อสร้างต่อเนื่องในงานโครงสร้างพื้นฐานโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี)เช่น ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งโครงการของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ต่างๆที่มีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องเช่น งานถนน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังรอความชัดเจนหลังการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาลงทุนอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปสเปคพิเศษให้สามารถรองรับงานโครงสร้างพื้นฐาน งาน Landscape ได้อย่างหลากหลายเช่น ท่อคอนกรีตขนาดใหญ่พิเศษ แผงกั้นคอนกรีต เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วประเทศ อีกทั้งเพิ่มความสามารถในการทำกำไร พร้อมปรับปรุงเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการเข้ารับงานภาครัฐในส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่เมกะโปรเจกต์ งานกรมทางหลวง และเดินหน้าติดตามโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่องเช่น ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โครงการสนามบินอู่ตะเภา

“การขายผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ของบริษัทยังมีความต้องการใช้จากลูกค้าสูง หลังบริษัทหันไปเน้นการขายผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ให้กับงานโครงการภาครัฐมากขึ้น พร้อมออกผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ที่เป็นรางน้ำใหม่ออกมา ซึ่งลูกค้ามีความต้องการใช้มากและให้การตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายพรีคาสท์ของลูกค้า 51 รายแรกในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 400 ล้านบาท ใกล้ยอดขายพรีคาสท์ทั้งปีก่อนที่ทำได้ 650 ล้านบาท ทำให้ในปีนี้บริษัทยังคงเน้นการขายผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ควบคู่ต่อไป”

ส่วนงานเอกชนมุ่งเน้นเข้ารับงานนิคมอุตสาหกรรมที่ทยอยดำเนินงานก่อสร้างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมา และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อยขยายตัวค่อนข้างน้อย แต่ยังมีกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางกลุ่มที่ยังคงมีการขยายงาน โดยบริษัทเน้นเรื่องการพัฒนาสินค้ากลุ่มพรีคาสท์ ต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น ที่ผ่านมามีการแนะนำผลิตภัณฑ์กับลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ มีกระแสตอบรับที่ดีและเริ่มมีคำสั่งซื้อทยอยเข้ามา

นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าของบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้มีค่าขนส่งที่ถูกลง เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรับกับค่าขนส่งที่สูงได้ ทำให้บริษัทต้องหันมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางระบบรางที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการรถไฟความเร็วสูงในภาคตะวันออก โดยการเจรจากับพันธมิตรมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะร่วมทุนในอนาคต

ทั้งนี้บริษัทมีสินค้าดี หลากลาย มีการตลาดที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ การส่งของที่ลูกค้ารับราคาค่าขนส่งไม่ไหว ทำให้ต้องหันมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในปีนี้ ซึ่งดูการพัฒนาระบบรางที่ตอนนี้รอโครงการรถไฟความเร็วสูงคืบหน้า และเจรจากับพันธมิตรเพื่อเข้ามาช่วยพัฒนาระบบ หากพัฒนาได้จะทำให้ปัญหาด้านการขนส่งเราคลี่คลายลง สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 62 ยังมั่นใจว่าจะมีกำไร จากปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 70 ล้านบาท เป็นผลมาจากภาระดอกเบี้ยที่สูงจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำไปลงทุนในบริษัทลูก โดยเฉพาะการนำเงินกู้ยืมไปลงทุนใน บมจ.สมาร์ทคอนกรีต(SMART)ทำให้ CCP ซึ่งเป็นบริษัทแม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงเพียงบริษัทเดียว

โดยในปีนี้หลังจากที่ SMART เริ่มกลับมามีกำไรแล้วจะมีการจ่ายเงินปันผลในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่ง CCP ถือหุ้นใน SMART ในสัดส่วน 28.76% จะนำเงินปันผลที่ได้มาใช้ชำระคืนหนี้สถาบันการเงินที่ปัจจุบันมีหนี้สินของสถาบันการเงินอยู่ประมาณ 800 ล้านบาท ทำให้มีหนี้สินและภาระดอกเบี้ยลดลง และทำให้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ลดลงต่ำกว่า 1 เท่า จากสิ้นไตรมาส 1/62 อยู่ที่ 1.29 เท่า

สำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปัจจุบันแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready to Mix) 20% และสัดส่วนรายได้จากพรีคาสท์ 80% และมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากงานภาครัฐ 80% และภาคเอกชน 20% ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog)ประมาณ 2,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนแบ่งเป็นการรับรู้รายได้ภายในปีนี้ 60% โดยบริษัทจะทยอยประมูลงานเข้ามาเพิ่มอีกในอนาคต เพื่อรักษาระดับ Backlog ไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่การเติบโตปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ประมาณ 2,500 ล้านบาท