ภารกิจของ “พรรคอนาคตใหม่” ที่กำลังจะเริ่มต้น อาจ “ไปต่อ”ได้ไม่ง่ายนัก เพราะดูเหมือนว่า ตั้งแต่ “หัวหน้าพรรค” ไปจนถึง “สมาชิกพรรค” ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพไม่ต่างไปจากอาการ “ติดหล่ม”

แม้การประกาศว่าจะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ในฐานะ “พรรคฝ่ายค้าน” ของอนาคตใหม่ จะดูมี “น้ำหนัก” และเรียกความสนใจได้น้ำได้เนื้อกว่า “พรรคเพื่อไทย” ที่อยู่ในระหว่าง “จัดทัพ” หลังจากพ่ายศึกเกมชิงการตั้งรัฐบาล ไปจนถึง ส่งแคนดิเดต ชิง “นายกฯ”

พรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นพรรคหน้าใหม่ที่มาแรงแซงทุกพรรคเมืองอย่างโดดเด่น ทั้งด้วยความสดใหม่ การนำเสนอภาพ “คนรุ่นใหม่”เพื่อเปรียบเทียบกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกิดเป็นภาพตัดกันระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า อย่างชัดเจน

แต่แล้ว สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อแกนนำพรรคอนาคตใหม่ เกิดอาการสะดุดขาตัวเอง ทั้งคดีความการถือหุ้นในธุรกิจสื่อ ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งคดีความอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายเวลาในการชี้แจงข้อกล่าวหาให้เป็นเวลา 30 วัน

จนมาล่าสุดปัญหากรณี “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่วันนี้ไม่เพียง แต่จะถูกโจมตีอย่างหนัก เนื่องจากโพสต์ภาพที่พาดพิงสถาบันเบื้องสูง แต่ปรากฎว่าล่าสุด พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) สั่งการให้ ศปอส.ตร., บก.ปอท. และตำรวจสันติบาล ตรวจสอบการแชร์ภาพในอดีตของ พรรณิการ์ ย้อนหลังทั้งหมด

ทั้งจากเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และช่องทางอื่น ๆ แม้ใน ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดแจ้งความดำเนินคดีบุคคลการเมืองใดตามความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 แต่อย่าลืมว่าคดีดังกล่าวมีอายุความถึง 20 ปี

การขับเคลื่อนการเมืองตามเป้าหมายที่ธนาธร ได้ประกาศเอาไว้เมื่อวันจัดงานใหญ่ครบรอบ1ปีพรรคอนาคตใหม่ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกาศว่าพรรคจะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ การทำงานในสภาผู้แทนราษฎร , สร้างพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และสุดท้ายคือการลงไปลุยในการเมืองระดับท้องถิ่นเพื่อเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

แน่นอนว่า การขับเคลื่อนงาน “นอกสภา” ของพรรคอนาคตใหม่ นั้นกำลังถูกจับตาว่าอาจไม่ใช่แค่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคอนาคตใหม่ ตามหลักการและแนวทางเท่านั้น

หากแต่ยังมีความเป็นไปได้ว่า โอกาสที่จะ “เปิดเกมนอกสภา” เพื่อต่อกรกับ “คสช.” หลังจากที่ไม่สามารถหยุดวงจรการสืบทอดอำนาจตามที่ได้ประกาศเอาไว้ ย่อมมีความเป็นไปได้สูง !