สถาพร ศรีสัจจัง

ทั้งคณะศิษยานุศิษย์ และผู้ติดตามอ่านผลงานของท่านศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ปราชญ์ร่วมสมัยแห่งทักษิณรัฐคนสำคัญ ผู้สถาปนาสถาบันทักษิณคดีศึกษาขึ้นที่เกาะยอเมืองสงขลา/ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ “สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้” จนสำเร็จ กลายเป็น “ต้นแบบให้นักวิชาการภาคอื่นนำไปร่วมกันปรับสร้างจนกลายเป็นเอกสารทางวัฒนธรรมของชาติในนาม “สารานุกรมวัฒนธรรมไทย(4 ภาค) ผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อไม่นาน ย่อมรู้ดีว่า ผลจากการศึกษาและทำงานหนักเพื่อต่อสู้ให้สังคมไทยได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ “วัฒนธรรม” นั้น มีข้อสรุปเกี่ยวกับพลวัตของผู้คนและสังคมอย่างไร

ข้อสรุปของท่านคือ “กุศลปรุงแต่งกรรม วัฒนธรรมปรุงแต่งคน” !

ก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าที่คนเรียนมาทางคณิตศาสตร์อย่างท่านจะตัดสินใจเบนชีวิตทั้งชีวิตมามาทุ่มเททำงานเพื่อต่อสู้ให้สังคมไทยตระหนักเห็นถึงความสำคัญของงานด้านวัฒนธรรมก็เพราะท่านพบและสรุปได้ว่า

“ ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าไปกว่าคุณภาพของประชากรไม่ได้ และคุณภาพของประชากรมีวัฒนธรรม (พื้นบ้าน) เป็นตัวกำหนดอยู่เบื้องหลัง...”

ซึ่งนั่นหมายความว่า ท่านเล็งเห็นอย่างชัดเจนว่า “วัฒนธรรม” เป็นทั้ง “ข้อจำกัด” และ “ปัจจัย” ที่สำคัญยิ่งในฐานะที่เป็นเงื่อนไข “ภววิสัย” กำหนดคุณภาพความเป็น “อัตวิสัย” ของ “คน” และ “สังคม”

“กุศล” คืออะไร? ท่านว่ากล่าวให้ง่ายก็คือ ความดี คือบุญ คือความฉลาด จำได้ว่าในเรื่องนี้ พระสารีบุตร อัครสาวก คนสำคัญของพระพุทธเจ้าเคยอรรถาธิบายไว้ในพระสูตรบางสูตรว่า รากเหง้าของกุศลมี 3 อย่าง คือ ความไม่โลภ ความไม่คิดประทุษร้าย และความไม่หลง!

ส่วน “อกุศล” ก็คือสิ่งตรงข้ามกับกุศลนั่นแหละ คงไม่ต้องอธิบายอีก !

อธิบายมาเท่านี้ก็คงเห็นแล้วว่าวาทกรรม “กุศลปรุงแต่งกรรม วัฒนธรรมปรุงแต่งคน” ที่ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ข้าราชการระดับ 11 (ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) เพียงคนเดียว (ช่วงที่ท่านยังปฏิบัติราชการอยู่) ที่ประจำทำงานอยู่ “บ้านนอก” คือต่างจังหวัดโดยตลอด (ระดับ 11 เป็นระดับสูงสุดของระบบราชการไทย) สรุปไว้นั้น “สุดยอด” อย่างไร!

อย่างน้อยก็น่าจะนำมาอธิบายสภาวะที่ “นักการเมืองไทย” กำลังเป็นอยู่อย่าง “อลหม่าน” ในขณะนี้ได้ชัดเจนดี!

ทั้งในกรณี “ 18 พรรคร่วมรัฐบาล” ที่กำลัง “จัดตั้ง” รัฐบาลกันอยู่ในแบบที่ชาวบ้านภาคใต้ (คุณเทพไท เสนพงศ์ และท่านประธานรัฐสภาผู้ทรงเกียรติภูมิ คือคุณชวน หลีกภัย แห่งประชาธิปัตย์น่าจะเข้าใจได้ดี) นั่นคือสำนวนที่ว่า “บัดกันเหมือนหมา”!

ทั้งกรณีของ “คุณช่อ” (ไม่ใช่ “อีช่อ” เพราะไม่ใช่คนราชบุรีเหมือนลูกสาวคนสวยของคุณทวี ไกรคุปต์) พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ที่วิบาก “กรรม” ในอดีตกำลังตามมาหลอกหลอนจนอาจจะนอนไม่หลับเอานั่นแหละ

ที่น่าแปลกก็คือ สิ่งที่ท่านศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดว่า เป็น “เหตุปัจจัย” กำหนด “คุณภาพของประชากร” ซึ่งจะเป็นเงื่อนเหตุชี้ขาดว่าจะทำให้ประเทศพัฒนาไปได้หรือไม่ หรือจะพัฒนาไปอย่างไรนั้น กลับไม่ได้รับความสนใจจากนักการเมืองไทยยุคปัจจุบันเลย!

ลองฟังดูสิ มีใครพรรคไหนสักคนหนึ่งไหมที่เอ่ยถึง “กระทรวงวัฒนธรรม” สักแอบ? ที่เห็น “บัดๆ” แย่งกันอยู่ ก็มีแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตร และกระทรวงพานิชย์ ละมั้ง?

ขณะที่ชาวบ้านหลายแห่งกำลังยากจนข้นแค้นจนเกือบจะถึงขั้นอดตายกันอยู่แล้ว (โดยเฉพาะชุมชนชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันที่ปักษ์ใต้) “วัฒนธรรมทางการเมือง” ของ “นักการเมืองไทย” กลับยังเป็นอยู่อย่างที่เห็นเช่นนี้

คือยัง “บัดกันเหมือนหมา” เพียงเพื่อแย่งข้าวใน “พรก” (กะลา) ไว้กินเพียงตัวเดียวยังไงก็ยังงั้น!!!!