การที่หัวเหว่ยกระโดดข้ามหัวแอปเปิล และตามไปหายใจรดต้นคอซัมซุง ทำให้หัวเหว่ยกลายเป็นเหยื่อในในสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ หลังประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ขึ้นบัญชีดำการซื้อขาย หรือ เอนติตี้ลิสต์ (Entity List) ห้ามบริษัทอเมริกันจำหน่ายและถ่ายโอนเทคโนโลยีหัวเหว่ย จนมีข่าวว่าทางการจีนจะเอาคืนด้วยการสั่งแบนแอปเปิ้ล ผู้ผลิตไอโฟนเช่นกัน ซึ่งจะเร้าให้บรรยากาศสงครามการค้าดุเดือดเลือพล่าน

แต่น่าสนใจกับท่าทีของซีอีโอหัวเหว่ย เหริน เจิ้งเฟย ที่เขากลับไม่เห็นด้วยกับมาตรการตอบโต้ดังกล่าว

“ ประการแรก มันจะไม่เกิดขึ้น และประการที่สอง หากมันเกิดขึ้นจริง ผมจะเป็นคนแรก ที่ประท้วง”

และยิ่งไปกว่านั้น คือเหตุผลที่ “เหริน”บอกกับผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์กก็คือ

“แอปเปิลเป็นเสมือนครูของผม พวกเขาพัฒนาเติบโตต่อหน้าเรา และในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง ทำไมผมจะต้อง ต่อต้านครูของผมด้วย? ผมไม่มีวันทำเช่นนั้น”

แม้เหรินจะยอมรับว่า การโจมตีของทรัมป์ส่งผลกระทบต่อการเติบโต ไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ แต่ก็เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว

แถมยังตอบโต้ข้อครหาเรื่องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ว่า สหรัฐยังไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีนั้นขึ้นมาเลย แล้วจะไปขโมยมาจากใครล่ะ

“เราแซงหน้าสหรัฐฯ อยู่ ถ้าเราตามหลังพวกเขา ทรัมป์ก็คงจะไม่พยายามโจมตีเราขนาดนี้”

ก็ถือเป็นการเชือดกลับแบบนิ่มๆของซีอีโอหัวเหว่ย

ในขณะที่ “ทรัมป์” เอง บอกว่าเขาไม่พร้อมจะพูดคุยตอนนี้ แต่เชื่อว่าจีนจะแบกรับภาษีศุลกากรนับหมื่นล้านได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเยือนญี่ปุ่น ในการประชุมสุดยอดผู้นำกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐจะประกาศข้อตกลงการค้าในเดือนส.ค.นี้ โดยทรัมป์ได้กดดันให้ญี่ปุ่นเร่งแก้ปัญหาดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมขู่จะขึ้นภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นด้วย

มองเผินๆ เหมือน “ทรัมป์” จะเล่นบทโหด ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าบีบไปยักษ์ใหญ่ทั่วเอเซีย แต่การเปิดศึกกับญี่ปุ่นอีกด้าน ในขณะที่กำลังปิดล้อมจีน นั่นเท่ากับโดดเดี่ยวตนเอง

ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการกดดันญี่ปุ่นอย่างรุนแรงนัก และยังต้องการให้ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯอยู่ เพื่อทำสงครามกับจีน

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ตึงเครียดของสงครามการค้า ในส่วนของไทยกำลังตั้งรัฐบาลอยู่นี้ ทำให้หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลกันอย่างมาก ในการเตรียมรับมือ โดยเฉพาะการวางตัวรัฐมนตรีในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่ถูกจับตาอย่างมากว่าโฉมหน้าจะออกมาเป็นอย่างไร ในการจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส